‘ยุนิลีเวอร์’ชู3ยุทธศาสตร์หลัก ดันยอดขาย

21 07 2011

Analysis

            จากข่าว ยูนิลิเวอร์ได้พยายามวางนโยบายต่างๆเพื่อเป็นการผลักดันให้ยอดขายเติบโต ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงคุณภาพชีวิตคน ด้วยการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มีบทบาทในการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทั้งในเรื่องความสะอาด การรณรงค์การล้างมือ 2. การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องน้อยลงหรือเท่าเดิม และ 3. การใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น บรีสเอกเซลสูตรน้ำ หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ท ที่ใช้ปริมาณการใช้น้อยลงและลดปริมาณหีบห่อ และชาลิปตันที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นสีเขียวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในการผลิตสินค้า เหล่านี้ถือเป็นการใช้กลยุทธ์ในเชิงรับมากกว่า โดยเน้นไปที่การให้ความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ ยิ่งถ้าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา และใส่ใจในสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นอยู่นั้น จะทำให้ผู้บริโภคให้การยอมรับได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายของยูนิลิเวอร์ได้อีกด้วย  

นอกจากนั้น ยูนิลิเวอร์ยังได้ร่วมกับเทสโก้ โลตัสจัดโครงการ “ลดโลกร้อน ร่วมใจบริโภคสีเขียว อีกด้วย ถือเป็นการขยายฐานการรับรู้ถึงแบรนด์ให้กับผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่งด้วย ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เพียงการโฆษณาสินค้าว่าใส่ใจถึงสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

Appendix

ยูนิลีเวอร์ สานต่อนโยบายบริษัทแม่ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ผลักดันยอดขายเติบโตขึ้นเท่าตัวในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั้งการปรับปรุงคุณภาพชีวิต การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ล่าสุดผนึกเทสโก้ โลตัส จัดโครงการลดโลกร้อน ร่วมใจบริโภคสีเขียว ให้ความรู้ผู้บริโภค

 นายปิเตอร์ ฟิลมอน แอนโทนี เดกเกอร์ รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาลูกค้ากลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า เป้าหมายของยูนิลีเวอร์ทั่วโลกต้องการที่จะผลักดันให้ยอดขายเติบโตขึ้นเท่าตัวในปี ค.ศ. 2020 หรือในปี 2563 อีก 10 ปีข้างหน้า โดยวางนโยบายหลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนของทั่วทุกมุมโลกที่มีมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านคน ด้วยการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มีบทบาทในการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทั้งในเรื่องความสะอาด การรณรงค์การล้างมือ 2. การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องน้อยลงหรือเท่าเดิม และ 3. การใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวยูนิลีเวอร์ประเทศไทยต้องการสร้างรายได้เติบโตกว่าเท่าตัวให้เร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ทั่วโลก และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ยูนิลีเวอร์เข้าไปรุกตลาดในภูมิภาคเอเชียด้วย  ทั้งนี้ในส่วนของนโยบายการลดผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น บริษัทได้เริ่มต้นด้วยการใช้นวัตกรรมที่ออกแบบมาช่วยในการผลิตสินค้า รวมถึงการใช้วัตถุดิบที่ลดผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ใน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผงซักฟอกบรีส โอโม บรีสเอกเซลสูตรน้ำ ที่ผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ท ที่ใช้ปริมาณการใช้น้อยลงและลดปริมาณหีบห่อ และชาลิปตันที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นสีเขียวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในการผลิตสินค้า ซึ่งในตลาดต่างประเทศมีสินค้าหลายแบรนด์ที่เข้าสู่กระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และในอนาคตจะนำเข้ามารุกตลาดในประเทศไทยมากขึ้น

 “ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะให้ข้อมูลและความรู้กับผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งได้ทุ่มความสำคัญในสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน นับตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคใช้ในปริมาณที่น้อยลง ใช้หีบห่อน้อยลง เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งได้มีการเพิ่มการลงทุนสำหรับกระบวนการผลิตในสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ บรีสเอกเซลสูตรน้ำที่ช่วยลดบรรจุภัณฑ์ลงด้วยการใช้แบบเติมหรือรีฟิล การเป็นผู้นำนวัตกรรมน้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ทน้ำเดียว เพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภค ที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำของทุกครัวเรือน”  นอกจากนี้ ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับเทสโก้ โลตัสจัดโครงการ”ลดโลกร้อน ร่วมใจบริโภคสีเขียว” เพื่อเชิญชวนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการลดโลกร้อนกับผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาช่วยประหยัดการใช้สินค้า ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ให้น้อยลง ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นที่เทสโก้ โลตัส สาขารามอินทรา ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน- 11 กรกฎาคม 2554 เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยมือของเราและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้อยลง ลดการใช้หีบห่อลง เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนลงทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการใช้ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมของโลกให้ดียิ่งขึ้น                                                          

Source : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 3-6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวเกี่ยวกับ : Defensive Strategy : CRM & CSR

นส. นาทฤดี  จงสมัคร   5220224127





Current Issue 1: จับตาสมรภูมิ 3G ระหว่าง AIS และ True Move

21 07 2011

Date                :           20 กรกฎาคม 2554              HW-Week 7

ที่มา               :           www.thanonline.com

Strategic         :           Defensive

เนื้อหาข่าว

อีกไม่นานนับจากนี้!! ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี จะมีการแข่งขันอย่างรุนแรง เพราะในตอนนี้ค่ายมือถือเบอร์หนึ่ง คือ เอไอเอส หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

ได้รับไฟเขียวจาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิ์ดำเนินการโรมมิ่งเชื่อมโยงเครือข่ายร่วม (Roaming) โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี  ในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ในจำนวนไม่เกิน 1 ล้านเลขหมาย
การอนุมัติของ ทีโอที ในครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่ พรรคเพื่อไทย ได้รับการชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายด้วยคะแนนเสียง 265 เสียงจากจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงถึง 15 ล้านคน

***  ผ่าเงื่อนไขสัญญาโรมมิ่ง
 ว่ากันว่าในตอนนี้ทั้ง ทีโอที และ เอไอเอส ได้มีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการแบบลับ ๆ กันไปแล้วหลังคณะกรรมการบอร์ดอนุมัติอย่างเป็นทางการ
โดยเงื่อนไขสัญญาโรมมิ่งในครั้งนี้แบ่งเป็น ทีโอที ขอบริการโรมมิ่งประเภทเสียง จำนวน 200,000 เลขหมายแต่ไม่เกิน 1 ล้านเลขหมาย อัตราค่าบริการ 1.10 ต่อนาที บริการข้อความสั้น 1 บาทต่อข้อความ การบริการข้อมูลดาต้า 0.85 บาทต่อ 1 เมกะบิต
ขณะที่ เอไอเอส ขอโรมมิ่งสัญญาณระบบ 3 จี ของ ทีโอที ในส่วนของบริการข้อมูล (ดาต้า) หรือการให้บริการอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 60,000 เลขหมายแต่ไม่เกิน 1 ล้านเลขหมาย อัตราค่าบริการ 0.85 บาทต่อ 1 เมกะบิต การให้บริการโทรศัพท์พร้อมกับภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ คอลล์) 2.00 บาทต่อนาที
ไม่เพียงเท่านี้หาก ทีโอที จะนำความจุของโครงข่ายไปให้บริการกับผู้ให้บริการรายอื่นจะต้องแจ้งให้ เอไอเอส ทราบหรือยื่นข้อเสนอให้ เอไอเอส ก่อนเป็นอันดับแรก หาก เอไอเอส ไม่ต้องการเพิ่มเติมก็สามารถนำโครงข่ายไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นโรมมิ่งสัญญาณได้
****เตรียมแผนลอนช์บริการ
อย่างไรก็ตาม หลัง ทีโอที เปิดไฟเขียวให้ เอไอเอส สามารถโรมมิ่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีได้แล้วว่ากันว่าภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ เอไอเอส เตรียมแผนบุกตลาดอย่างเต็มรูปแบบ เพราะการที่ เอไอเอส ได้ทำการโรมมิ่งสัญญาณในครั้งนี้ ข้อดีก็คือ ลูกค้าที่อยู่ในระบบของ เอไอเอส สามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จีได้ โดยเฉพาะการให้บริการข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงและรวดเร็ว เพราะในขณะนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนใหญ่รองรับระบบ 3 จีเกือบหมดแล้ว และที่สำคัญโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบสมาร์ทโฟน (เป็นมากกว่าการใช้งานโทร.เข้า และ ออก) กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงโซเชียล เน็ตเวิร์กผ่านบนโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น
แต่ถ้า เอไอเอส ยังไม่ได้ข้อสรุปในการโรมมิ่งสัญญาณกับ ทีโอที ในครั้งนี้ นั้นหมายความว่าลูกค้า เอไอเอส บางส่วนอาจจะไหลออกไปอยู่ในระบบของ ทรูมูฟ อย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทางเดียวที่ไม่ตกเป็นรองค่ายเบอร์สอง ดีแทค และ เบอร์สาม  ทรูมูฟ ทำให้ เอไอเอส ต้องเดินเกมรุกเพื่อทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับ ทีโอที และรักษาส่วนแบ่งการตลาดเบอร์หนึ่ง
***สัญญา “ทรู-แคท”  ผ่านฉลุย
ถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่องเรื่องการทำสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีด้วยเทคโนโลยี เอชเอสพีเอ บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท กับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) และ ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2535 หรือไม่อย่างไร
แต่ปรากฏว่า กระทรวงไอซีที ได้รับคำยืนยันจากสำนักงานอัยการสูงสุดไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน เนื่องจากเป็นการเช่าเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมตามระเบียบของ กสท ว่าด้วยการพัสดุ โดยวิธีการตกลงราคาร่วมกัน และ แคท มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เป็นเพียงผู้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมเหมือนกับเอกชนรายอื่น ที่ต้องปฏิบัติตามประกาศ ของ กสทช. ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ แคท นำคลื่นความถี่ไปจัดสรรให้สัมปทาน เมื่อ กสทช.ได้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแล้ว จึงไม่ใช่เป็นการใช้ทรัพย์สินของส่วนราชการหรือของหน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 แต่เป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และ พ.ร.บ. กสทช. 2553
นั้นหมายความว่าทุกคำถามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยก็ยุติ….
แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กลุ่มทรู เตรียมแผนรุกตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี เช่นเดียวกันเพราะก่อนหน้านี้เองกลุ่มทรู ได้เปิดทดลองให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีอย่างไม่เป็นทางการแล้วพร้อมกับปูพรมโครงข่ายไปยังพื้นที่บางส่วนแล้วก่อนหน้านี้
ส่วนสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้น ทรู เตรียมปรับเปลี่ยนโครงข่าย ซีดีเอ็มเอ เป็นเทคโนโลยีเอชเอสพีเอส ให้แล้วเสร็จภายในปี 2554 โดยติดตั้งเครือข่ายทั้งหมดจำนวน 3,000 สถานีแบ่งเป็นเครือข่ายของ ฮัทช์ จำนวน 1,400 สถานี และในส่วนของ แคท จำนวน 1,600 สถานี และ ทรู มีแผนเตรียมลอนช์แบรนด์ “Truemove H”   และ ภายในระยะเวลา 3 ปีลงทุนจำนวน 12,000 ล้านบาทเพื่อติดตั้งเครือข่ายเรียลมูฟให้ได้จำนวน 4,500 สถานี
อย่างไรก็ตามภายในสิ้นปี 2554 เชื่อว่าสมรภูมิมือถือ 3 จีจะแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างสองค่าย คือ เอไอเอส และ ทรูมูฟ  เพราะทั้งสองฝ่ายเตรียมแผนวางกลยุทธ์การตลาดในเรื่องนี้
เพียงแต่รอเรื่องสัญญาณเครือข่ายระบบ 3 จีที่ทุกฝ่ายกำลังติวเข้มติดตั้งเครือข่ายอยู่ในขณะนี้

 

วิเคราะห์ข่าว

ขณะนี้ AIS ยังตกเป็นรองของ True Move อยู่ เนื่องจากสัญญา Roaming กับ ทีโอที ยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น หาก AIS เข้าตลาดช้ากว่านี้ อาจทำให้  True Move เป็นผู้ช่วงชิงตลาดไปได้ นอกจากนี้ True move มีบริการหลายรูปแบบ เช่น โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ และ UBC และ True Move ได้ใช้กลยุทธ์ในการแลกค่าโทรได้ โดยส่วนใหญ่ทุกบ้านก็ติด UBC จะอาจเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาใช้ True Move เนื่องจาก True Move สามารถตอบโจทย์ด้าน 3G ได้ หากเปรียบเทียบราคา และ โปรโมชั่นแล้ว True move ตั้งราคาได้ดึงดูดกว่า AIS และยังไม่โปรโมชั่นและระดับของราคาให้เลือกมากมาย ดังนั้น AIS ต้องเร่งหาข้อสรุปเกี่ยวกับสัญญาให้ได้

โดย  นางสาว ธนาววรรณ   หน่องพงษ์    5220224009





“ซัมมิท”ปรับทัพรับกำลังผลิตรถฟื้น เสริมโรบอตแก้ปัญหาแรงงานโกยรายได้3หมื่นล้าน

20 07 2011

Date : 20 กรกฎาคม  พ.ศ. 2554

Source : http://www.prachachat.net/

Strategies :  Defensive + Offensive strategy

News :

           “ซัมมิท กรุ๊ป” มั่นใจผลประกอบการ ปีนี้ฉลุย โกยรายได้ตามเป้า 3 หมื่นล้าน แม้ตัวเลขเดือนพฤษภาคมจะรูดไปถึง 20% เผยครึ่งปีหลังออร์เดอร์ชิ้นส่วนทะลัก สั่งลูกทีมเร่งปรับสปีดตามตลาดที่โตวันโตคืน

นายกรกฤช จุฬางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมมิท ออโตบอดี้ อินดัสตรี จำกัด เผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกว่า ผิดพลาดจากที่ตั้งไว้พอสมควร โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมต้องเผชิญกับปัญหาค่ายรถยนต์หยุดผลิต อันเป็นผลมาจากคลื่นยักษ์สึนามิที่ประเทศญึ่ปุ่นทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมชะลอตัว

โดยบริษัทซัมมิท ออโต บอดี้ อินดัสตรี ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาผลประกอบการลดลงไปถึง 20% แต่เมื่อสรุปผลประกอบการครึ่งปีแรกก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

นายกรกฤชกล่าวอีกว่า เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ทำให้เชื่อว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาสดใส และมั่นใจอย่างยิ่งว่าผลประกอบการจะกลับมาสู่ภาวะปกติ โดยทั้งปีบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 11% หรือคิดเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 13,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนนี้ไม่นับรวม 4 บริษัทที่ร่วมทุนกับกลุ่มอื่น ซึ่งหากนับรวมอีก 15,000 ล้านบาท ปีนี้เราน่าจะมีรายได้ถึง 30,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน

ส่วนยอดการผลิตรถยนต์ในปีนี้ จากเดิมในต้นปีคาดว่าจะมีกำลังการผลิตระดับ 1.8 ล้านคัน ซึ่งเมื่อตลาดสะดุดทำให้หลายคนประเมินกันว่า ยอดการผลิตจะถูกปรับลดลงต่ำกว่า 1.8 ล้านคัน แต่วันนี้เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่ายอดการผลิตรถยนต์ทั้งปีอาจจะมากกว่า 1.8 ล้านคันก็เป็นไปได้

แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 850,000-900,000 คัน แม้ว่าจะมีปัจจัยลบที่อยู่เหนือการควบคุม โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นอาจจะ ส่งผลกระทบต่อการซื้อบ้าง แต่ก็เชื่อว่าเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวเท่านั้น พร้อมกันนี้ในตลาดยังมีตัวเลือกออกมาให้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน หรือ “อีโคคาร์”

ส่วนปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานนั้น นายกรกฤชยอมรับว่า บริษัทได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งทำมาไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนหน้า โดยบริษัทได้ทยอยลงทุนเพื่อจัดซื้อออโตบอช หรือระบบขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและชดเชยการใช้คนงาน โดยช่วงที่ผ่านมาได้มีการลงทุนไปมากกว่า 800 ล้านบาท

จากการประเมินตัวเลขความต้องการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ พบว่าความต้องการใช้แรงงานอยู่ที่ 200,000 คนต่อปี เช่นเดียวกัน ซัมมิท กรุ๊ปก็มีแผนเพิ่มแรงงานเพื่อรองรับการผลิต อยู่ที่ปีละประมาณ 10% เป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่จะไม่เพิ่มเท่าอุตสาหกรรม แต่เป้าหมายที่ต้องการจะลดการพึ่งพาแรงงานให้ได้ 10% เพื่อเพิ่มคุณภาพของแรงงานมากยิ่งขึ้น

“ย้อนกลับไปเมื่อช่วง 2 ปีก่อน เรามองเรื่องอนาคตปัญหาแรงงานและคุณภาพ รวมทั้งการส่งมอบจะเป็นเรื่องสำคัญ และเราได้นำเอาโมเดลดังกล่าวจากญี่ปุ่นมาพัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเตรียมงบฯ เพื่อลงทุนเรื่องออโตเมชั่น อย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจากการลงทุนที่น้อยลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องจักร 1 ตัวช่วยเพิ่มกำลังผลิตได้ถึง 30-40%” นายกรกฤชกล่าว

 

Analyse :

หลังจากผ่านช่วงวิกฤติการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่ประเทศญึ่ปุ่น ซึ่งทำให้ผลประกอบการลดลงไปถึง 20% ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน แต่ถึงกระนั้นภาพรวมผลประกอบการครึ่งปีแรกก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เมื่อสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ คาดว่าช่วงเวลาครึ่งปีที่เหลือตลาดยานยนต์จะกลับมาคึกคักอีกครั้งแม้ว่าจะมีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อยๆจะเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อการซื้อบ้าง แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวเท่านั้น นอกจากนั้นปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เผชิญอยู่ ซึ่งซัมมิทได้ลงทุนเพื่อจัดซื้อหุ่นยนต์ออโตบอทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยซัมมิทมองว่าการลงทุนในลักษณะนี้จะทำให้ช่วยลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน และนำต้นทุนส่วนที่ลดได้นี้ไปพัฒนาเทคโนโลยีออโตบอทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าเครื่องจักร 1 ตัวจะสามารถช่วยเพิ่มกำลังผลิตได้มากขึ้น 30-40%

By: เอกราช ใจซื่อ 5220224039





“สหพัฒน์”ลุยข้าวสารแบรนด์ “ซื่อสัตย์”žชูจุดขายปลอดสาร2โล120บาท

20 07 2011

Current Issue 2     :   “สหพัฒน์”ลุยข้าวสารแบรนด์ “ซื่อสัตย์”žชูจุดขายปลอดสาร2โล120บาท”

 

Source                  : หนังสือพิมพ์มติชน

 

Date                     : 18 ก.ค. 54

 

Strategy               :  Defensive + Offensive Strategy

 

Detail                             :  บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ข้าวถุงชื่อ ซื่อสัตย์ เป็นข้าวที่ใช้ขั้นตอนการผลิตแบบออแกนิกส์ ไม่ใช่สารเคมีในการปลูกข้าว ถือเป็นรายแรกในตลาดไทย ตามนโยบายส่งเสริมให้ชาวนาไทยได้มีโอกาสปลูกข้าวได้ราคาดี มีฐานะที่ดีขึ้น ข้าวออแกนิกส์จะมีราคาสูงกว่าการปลูกข้าวแบบอื่นประมาณ 20-30% ราคาข้าว ซื่อสัตย์ ขนาดบรรจุ 2 กิโลกรัมอยู่ที่ 120 บาท ข้าวที่นำมาใช้ผลิตข้าว ได้ใช้พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน ทั้งที่ จ.ร้อยเอ็ด จ.อำนาจเจริญ เพราะพื้นที่ภาคอีสานถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ดีสุดในโลก

 

Analysis                :  เป็นช่วยเหลือเกษตรกรเพราะทำการซื้อขายข้าวโดยตรงไม่ผ่านพอค้าคนกลาง เพราะโดยปกติข้าวที่ดีสุดในประเทศไทย คือ จังหวัดอำนาจเจริญซึ่งจะถูกต่างชาติ ซื้อออกไปยังประเทศตัวเองทั้งหมด จึงเป็นการดีที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้ลองข้าวนวัตกรรมใหม่ และอร่อยที่สุดในโลกด้วย ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั่วถึง (เกษตรกร , ผู้บริโภค และสหพัฒน์)

“สหพัฒน์”ลุยข้าวสารแบรนด์ “ซื่อสัตย์”žชูจุดขายปลอดสาร2โล120บาท

 

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ข้าวถุงชื่อ ซื่อสัตย์ เป็นข้าวที่ใช้ขั้นตอนการผลิตแบบออแกนิกส์ ไม่ใช่สารเคมีในการปลูกข้าว ถือเป็นรายแรกในตลาดไทย ตามนโยบายส่งเสริมให้ชาวนาไทยได้มีโอกาสปลูกข้าวได้ราคาดี มีฐานะที่ดีขึ้น ข้าวออแกนิกส์จะมีราคาสูงกว่าการปลูกข้าวแบบอื่นประมาณ 20-30% ราคาข้าว ซื่อสัตย์ ขนาดบรรจุ 2 กิโลกรัมอยู่ที่ 120 บาท ข้าวที่นำมาใช้ผลิตข้าว ได้ใช้พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน ทั้งที่ จ.ร้อยเอ็ด จ.อำนาจเจริญ เพราะพื้นที่ภาคอีสานถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ดีสุดในโลก บริษัทได้ทำสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง เพื่อรับซื้อข้าวจากเกษตรกรโดยตรง ทำให้เกษตรได้รับรายได้ที่ดีมากกว่า การขายข้าวผ่านพ่อค้าคนกลางจะถูกกดราคา รวมทั้งการนำข้าวไปจำหน่ายในช่องทางห้างค้าปลีกจะมีค่าใช้จ่ายสูงและทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง


 

บริษัทอยากส่งเสริมข้าวไทยและเกษตรกร เพราะประเทศไทยมีผลผลิตข้าวที่ดีและมากที่สุดในโลก แต่กลับแย่ที่สุดในเรื่องการผลิต ทำให้เกษตรกรยังจนเหมือนเดิม อยากให้รัฐหันมาใส่ใจพัฒนาวิธีปลูกข้าว เพื่อให้ได้ราคาที่ดีขึ้น อีกทั้งควรจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการกำหนดราคาข้าว ประเทศไทยผลิตข้าวมาเป็น 100 ปีแล้ว แต่ทำไมเกษตรกรยังจนอยู่ เพราะไทยไม่สามารถกำหนดราคาข้าวได้ หากสามารถกำหนดราคาได้ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้นŽ

 

นายบุญชัยกล่าวว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะเน้นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ปีแรกตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ 100 ตัน หรือประมาณ 30-40 ล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาได้ เริ่มทดลองนำข้าวออแกนิกส์เข้าไปทดลองกับผู้บริโภคแล้ว พบว่า ได้รับผลตอบรับน่าพอใจมาก ผู้บริโภคหลายรายต่างยืนยันว่า ให้รสชาติข้าวอร่อย เพราะไม่ได้ผ่านขั้นตอนการใช้สารเคมี นอกจากนี้ ขั้นตอนการปลูกข้าวแบบออแกนิกส์ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ให้แก่ชาวนาด้วย ขณะนี้ชาวนาไทยผลิตข้าวได้ปริมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ น้อยที่สุดในโลก ต่ำกว่าประเทศลาวด้วย ชาวนาลาวผลิตข้าวได้ 500 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งที่ไทยเป็นประเทศผลิตข้าวมากที่สุดในโลก

Posted by ปภณ มาลีหอม 5220224188





มิชลินเริ่มเดินหน้าก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ จ.สงขลา

20 07 2011

Issue 2/2                                : วันที่ 23  กรกฎาคม 2554

ชื่อ                           : นายประทีป  รักษาราษฎร์                                   รหัส : 5220224178                                                                                     

 

หัวข้อข่าว               :  มิชลินเริ่มเดินหน้าก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ จ.สงขลา

ประเด็นข่าว           : มิชลินเดินหน้าสร้างโรงงานฐานการผลิตยางธรรมชาติผสมแห่งใหม่ในไทย

แหล่งที่มา               : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/auto-mobile/auto-mobile/20110714/400225/

วันที่                        : วันที่  20 กรกฎาคม 2554

เนื้อข่าว                   : นายมิเชล เลอแฟป ผู้จัดการโรงงาน(Plant Manager) บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยในพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานแห่งใหม่ของมิชลิน ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ว่า กลุ่มมิชลิน ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก และยังเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่เป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติให้กับมิชลิน ดังนั้น จึงเป็นการเหมาะสมที่สุดที่จะเพิ่มการลงทุนในประเทศไทย โดยจะตั้งโรงงานในพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อรองรับยางพาราจากภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพาราขนาดใหญ่ของประเทศ โรงงานแห่งนี้จะผลิตยางธรรมชาติผสมสำหรับใช้เป็นชิ้นส่วนในการผลิตยางรถยนต์เพื่อส่งออกทั่วโลก คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จภายในปลายปี พ.ศ. 2555 โดยใช้แรงงานฝีมือเกือบ 200 คน ซึ่งการตั้งโรงงานในพื้นที่ จ.สงขลา จะช่วยส่งเสริมการสร้างงานให้กับคนในชุมชนพื้นที่ใกล้เคียงและสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจของภาคใต้ด้วย ทั้งนี้มิชลินจะเริ่มเปิดรับสมัครพนักงานเข้าทำงานในโรงงานหาดใหญ่ในเร็วๆ นี้
                ปัจจุบัน มิชลินประเทศไทย มีโรงงานผลิตทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ :
1. โรงงานพระประแดง – ผลิตยางสำหรับรถยนต์ รถบรรทุกขนาดเล็ก รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ มีพนักงานประมาณ 1,500 คน
2. โรงงานแหลมฉบัง – ผลิตยางสำหรับรถยนต์ และรถบรรทุกขนาดเล็ก มีพนักงานประมาณ 1,700 คน
3. โรงงาน จ.ระยอง – ผลิตเส้นลวดเหล็ก มีพนักงานประมาณ 350 คน
4. โรงงานหนองแค จ.สระบุรี – ผลิตยางสำหรับรถบรรทุกและยางเครื่องบิน มีพนักงานประมาณ 1,900 คน
                มิชลิน เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตยาง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการขนส่งคมนาคมอย่างยั่งยืน โดยได้ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางสำหรับยานพาหนะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นยางสำหรับเครื่องบิน ยานยนต์ จักรยาน ยางนอกทางหลวง ยางสำหรับใช้ในอุปกรณ์การเกษตร ยางรถบรรทุกขนาดใหญ่ ยางจักรยานยนต์ ยางสำหรับใช้ในกระสวยอวกาสของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้ผลิตหนังสือคู่มือท่องเที่ยว แผนที่ รวมทั้งคู่มือการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบออนไลน์ ผ่านทาง ViaMichelin.com ปัจจุบัน มิชลินมีพนักงาน 111,000 คน ในกว่า 170 ประเทศ

Analysis                   : บริษัท สยามมิชลิน จำกัดได้มองเห็นถึงศักยภาพ และความสัมคัญของประเทศไทยในด้านเป็นแหล่งการผลิตยางธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และยังเป็นประเทศที่มีการผลิตและส่งยางให้กับมิชลินด้วย ดังนั้นทางบริษัมจึงได้ทำการตั้งโรงงานเพิ่มเนื่องจากเล็งเห็นถึงความเหมาะสมดังกล่าว ซึ่งการตุ้งโรงงานของมิชลินในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการขยายกำลังการผลิตให้มีเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังจะเป็นการช่วยส่งเสริมการสร้างงานให้กับคนในชุมชนพื้นที่ใกล้เคียงและสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจของภาคใต้ด้วย





จับตา “เอฟแอนด์เอ็น” สเตปจากโลคัลสู่ระดับโลก

15 07 2011

  ชื่อ – นามสกุล:       นางสาวมณฑา  มากมี                     รหัส :      5220224154

Issue 2  :               จับตา “เอฟแอนด์เอ็น” สเตปจากโลคัลสู่ระดับโลก

Date:                      Week6 July16’2011

Industry:               ธุรกิจประเภทอาหารและเครื่องดื่ม

 Strategy:                กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) แบบ “Direct Attack” เพื่อต้องการขยายฐานการผลิตแห่งใหม่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในแถบภูมิภาคอินโดจีนและพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตระดับโลก โดยมีการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเน้นระบบ ความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม (CSR) ของกลยุทธ์เชิงรับ (Defensive) แบบ “Corporate Social Responsibility”

Competitor :         Nestlé,  Tea-Pot etc

ประเด็นข่าว :         เอฟแอนด์เอ็นแดรี่ส์กำลังเติบโตสู่การเป็นผู้นำตลาดอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค ด้วยการรุกตลาดอินโดจีนอย่างจริงจัง หลังมีการขยายฐานการผลิตแห่งใหม่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม “เรามุ่งขยายธุรกิจเพื่อเป็นผู้นำตลาดและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตระดับโลก” เป็นการเปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของ สมศักดิ์ ชายะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด   เพื่อให้เป้าหมายการเติบโตอีกเท่าตัวภายใน 5 ปีและเปิดโรงงานผลิตด้วยมาตรฐานการผลิตระดับโลก (World Class Canned Liquid Milk Manufacturing Facility)

 Advantage :           จากอัตราการการเติบโตจากจำนวนประชากรที่มากกว่า 200 ล้านคนในภูมิภาคอินโดจีนที่มีความต้องการด้านอาหารปริมาณมาก เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ เล็งเห็นว่าประเทศไทย น่าจะเป็นฐานการผลิตผลิตนมทีมีคุณภาพสูงเนื่องด้วยมีแหล่งรับน้ำนมดิบจากฟาร์มชั้นดีมีคุณภาพ จากสหกรณ์โคนม 7 แห่งในพื้นที่ภาคกลาง ขนส่งตรงถึงโรงงาน และยังทำงานร่วมกับซัปพลายเออร์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานและเพิ่มศักยภาพในการผลิตและความได้เปรียบในการบริหารจัดการด้านซัปพลายเชนน่าจะเติบโตได้อีกเท่าตัวภายใน 5 ปี

 Analysis :           การทีเอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ ตั้งฐานการผลิตที่ประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องที่เพิ่มขึ้นในอนาคตของจำนวนประชากรที่เพิ่มในภูมิภาคอินโดจีนและหวังให้ประเทศไทยเป็นแหล่งการผลิตแห่งใหม่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในแถบภูมิภาคอินโดจีนและพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตระดับโลก เป็นการมุ่งเน้นกลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) แบบ “Direct Attack” เพื่อหวังจะให้บริษัทมีอัตราการเติบโตอีกเท่าตัวภายในอีก 5ปี และด้วยแนวคิดที่จะเป็น“Green Factory”เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ต้องมีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและระบบsupply chain เป็นอย่างดี โดยรับน้ำนมดิบทีมีคุณภาพสูงจากฟาร์มซึ่งสามารถขนส่งตรงถึงโรงงาน เป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งแฝงความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม (CSR) ของกลยุทธ์เชิงรับ (Defensive) แบบ “Corporate Social Responsibility”

Rating  :                 P1 = Posistive P2 = POWERFUL

จับตา “เอฟแอนด์เอ็น” สเตปจากโลคัลสู่ระดับโลก

โดย ผู้จัดการ 360o รายสัปดาห์ 14 กรกฎาคม 2554 11:23 น

เอฟแอนด์เอ็นแดรี่ส์กำลังเติบโตสู่การเป็นผู้นำตลาดอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค ด้วยการรุกตลาดอินโดจีนอย่างจริงจัง หลังมีการขยายฐานการผลิตแห่งใหม่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม ที่สำคัญยุทธศาสตร์การขยายวันนี้ยังสร้างให้เอฟแอนด์เอ็นเตรียมขึ้นแท่นผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกด้วย       “เรามุ่งขยายธุรกิจเพื่อเป็นผู้นำตลาดและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตระดับโลก” เป็นการเปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของ สมศักดิ์ ชายะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ทั้งนี้ เอฟแอนด์เอ็นฯ เตรียมแผนในการรุกตลาดอินโดจีนมากยิ่งขึ้น หลังเล็งเห็นโอกาสการเติบโตจากจำนวนประชากรที่มากกว่า 200 ล้านคนในภูมิภาคแห่งนี้
        เพื่อให้เป้าหมายการเติบโตอีกเท่าตัวภายใน 5 ปีเป็นจริง เอฟแอนด์เอ็นฯ ได้มีการเปิดโรงงานผลิตนมน้ำบรรจุกระป๋องสมบูรณ์แบบด้วยมาตรฐานการผลิตระดับโลก (World Class Canned Liquid Milk Manufacturing Facility) มูลค่าการลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ใหญ่ที่สุดในโลกของกลุ่มบริษัทเอฟแอนด์เอ็น รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในระดับภูมิภาคหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยกำลังการผลิต 1.2 พันล้านกระป๋องต่อปี
        โรงงานเอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ ประเทศไทย แห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์จากนมคุณภาพสูงเพื่อป้อนสู่ตลาดภายในประเทศ และรองรับความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาคอินโดจีน อาทิ พม่า เวียดนาม ลาว เขมร ฯลฯ เอเชีย และตลาดฮาลาลอื่นๆ อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอินโดนีเซีย ฯลฯ
        “เราตั้งเป้าขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตในตลาดอินโดจีนอีกปีละประมาณ 40-50% โดยคาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตจากปัจจุบันอีกเท่าตัวหรือคิดเป็นยอดรายได้รวมกว่า 20,000 ล้านบาทในปี 2559”
        โรงงานผลิตแห่งนี้สามารถตอบสนองความต้องการด้านกำลังการผลิตนมได้ถึง 3.5 ล้านกระป๋องต่อวัน หรือ 1.2 พันล้านกระป๋องต่อปี โดยแต่ละวันจะรับน้ำนมดิบจากฟาร์มกว่า 1,500 แห่ง จากสหกรณ์โคนม 7 แห่งในพื้นที่ภาคกลาง ขนส่งตรงถึงโรงงาน เพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์จากนมคุณภาพสูงจำนวนกว่า 50 ล้านลิตร หรือคิดเป็นมูลค่าการกระจายรายได้สู่เกษตรกรโคนมกว่า 900 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
        นอกจากนี้ ภายใต้แนวคิด “Green Factory” โรงงานแห่งนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์จากนมคุณภาพสูงสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและเพื่อตลาดส่งออก อีกทั้งยังเป็นโรงงานที่มีการดำเนินงานอย่างดี ทั้งในด้านระบบปฏิบัติการ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพ ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย ภายใต้ระบบมาตรฐาน ISO และระบบการจัดการของเอฟแอนด์เอ็น
        เอฟแอนด์เอ็นฯ ยังทำงานร่วมกับซัปพลายเออร์อย่างใกล้ชิดเพื่อความคล่องตัวในการทำงานและเพิ่มศักยภาพในการผลิตและบริการ อาทิ การร่วมมือกับบริษัท เดอะ บิลเลนเนียม คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในบริเวณสวนอุตสาหกรรมโรจนะโครงการ 2 เพื่อความได้เปรียบในการบริหารจัดการด้านซัปพลายเชน หรือความร่วมมือกับบริษัท สุนทรเมทัลแคน จำกัด ในการก่อสร้างอุโมงค์สายพานลำเลียงเชื่อมตรง โดยนอกจากเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่งกระป๋องนมตรงจากโรงงานผลิตกระป๋องด้วยวิทยาการล้ำสมัย   ที่ผ่านมาเอฟแอนด์เอ็นถือเป็นบริษัทชั้นนำด้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยและอินโดจีน ด้วยยอดขายกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี จากการผลิตและทำการตลาดสินค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์นมสเตอริไลซ์ตราหมี เครื่องดื่มนมไขมันต่ำตราหมีโกลด์ นมข้นแปลงไขมันหวานตราหมี นมข้นจืดและครีมเทียมข้นหวานชนิดพร่องไขมันตราคาร์เนชั่น ครีมเทียมข้นหวานพร่องไขมันตราเอฟแอนด์เอ็น ทีพอท และครีมเทียมพร่องไขมันตราเอฟแอนด์เอ็น ทีพอท เอ็กซ์ตร้า ผลิตภัณฑ์นมตราหมียูเอชที เป็นต้น





“ไมนัสรุกลูกค้าแมสเจาะโมเดิร์นเทรด”

15 07 2011

ชื่อ – นามสกุล:      นางสาว มณฑา  มากมี                           รหัส :      5220224154

Issue 1   :               ไมนัสรุกลูกค้าแมสเจาะโมเดิร์นเทรด”

Date :                      Week 6 July16’2011

Industry :                ธุรกิจประเภทเครื่องสำอางค์ประเภทผลิตภัณฑ์กันแดด

Strategy :          กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive)  แบบ “Direct Attack” ในการส่งเสริมการขายระดับแมส โดยมีการเน้นการดูและของลูกค้าจากเดิมที่เป็นprofessional เป็นตัวเสริม ของกลยุทธ์เชิงรับ(Defensive) แบบ “Customer Relation Management”

Competitor :          Wuttisak , Nitipol , Vinus, พรเกษม etc

ประเด็นข่าว :         ไมนัส เร่งขยายตลาดระดับแมส เข็นสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดมากขึ้น พร้อมงัดกลยุทธ์ CRM ขยายฐานลูกค้า เตรียมส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มไลน์สินค้า ขณะที่แผนการส่งออกเล็งตั้งตัวแทนจำหน่ายรุกมาเลเซีย สิงคโปร์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กันแดดภายใต้แบรนด์ไมนัส-ซัน เล็งเห็นจากการประสบความสำเร็จอย่างมาก ที่มีกลุ่มผู้บริโภคร่วมส่งชิ้นส่วนเข้ามากว่า 15,000 ชิ้น และส่งผลให้ยอดขายในไตรมาสที่สองที่ผ่านมามีการเติบโตกว่า 25% หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 39 ล้านบาท ดังนั้นแผนการรุกตลาดของไมนัส-ซันที่จะสู่ตลาดแมส จากเดิมที่วางตำแหน่งสินค้าไว้ในตลาดโพรเฟสชันนัล ที่เน้นการแนะนำสินค้าผ่านแพทย์และร้านขายยาเป็นหลักอย่างโอกาสได้อีกมาก  

 Advantage:            ด้วยไมนัสเอง จากเดิมที่อยู่ในกลุ่มตลาดโพรเพสชันนัลของผลิตภัณฑ์กันแดดจนได้เป็นผู้ถือส่วนแบ่งทางการตลาดของตลาดโพรเฟสมากสุด ได้ส่งผ่านสินค้าจากการแนะนำสินค้าผ่านแพทย์และร้านขายยาเป็นหลักจนได้เป็นผู้นำตลาดส่วนนี้ ทำให้ไมนัสมีความชำนาญด้านผลิตภัณฑ์กันแดด สามารถดูแลสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับลูกค้าได้ชัดเจน ในการขยายตลาดในระดับแมสเองน่าจะทำได้ไม่อยากเพราะมีความชำนาญด้านผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นตัวเสริมในด้านคุณภาพของสินค้าในระดับแมสด้วยจึงน่าจะสามารถควบรวมทั่งสองตลาดได้ไม่อยาก

Analysis:                การที่ไมนัสต้องการเปิดตัวในตลาดแมสโดยการเห็นช่องทางการตลาดแมสมีมากกว่าในตลาดโพรเพสชันนัลมากกว่าครึ่งนั้นเป็นกลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) แบบ “Direct Attack” ของตลาดด้านผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างจริงจังโดยพยายามจะควบรวมทั่งสองตลาด และไมนัสเองก็มีความชำนาญด้านผลิตภัณฑ์กันแดด สามารถดูแลสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับลูกค้าได้ชัดเจน เป็นการเน้นกลยุทธ์เชิงรับ (Defensive) แบบ “Customer Relation Management” โดยเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้คำปรึกษากับลูกค้าในทุกตลาดไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มโมเดิร์นเทรดมากขึ้น ผ่านเทสโก้ โลตัส ท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต บิ๊กซี วัตสัน

Rating  :                 P1 = Positive  P2 = Powerful

 ไมนัสรุกลูกค้าแมสเจาะโมเดิร์นเทรด

ไมนัส ปรับภาพลักษณ์เร่งขยายตลาดระดับแมส เข็นสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดมากขึ้น พร้อมงัดกลยุทธ์ CRM ขยายฐานลูกค้า เตรียมส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มไลน์สินค้า ขณะที่แผนการส่งออกเล็งตั้งตัวแทนจำหน่ายรุกมาเลเซีย สิงคโปร์   นายพรชาย พิริยบรรเจิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กันแดดภายใต้แบรนด์ไมนัส-ซัน เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้จัดแคมเปญแจกโชครับร้อน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เห็นได้จากการที่มีกลุ่มผู้บริโภคร่วมส่งชิ้นส่วนเข้ามากว่า 15,000 ชิ้น และส่งผลให้ยอดขายในไตรมาสที่สองที่ผ่านมามีการเติบโตกว่า 25% หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 39 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นแผนการรุกตลาดของไมนัส-ซันนับจากนี้ไป บริษัทมีแผนการรุกสินค้าเข้าสู่ตลาดแมส จากเดิมที่วางตำแหน่งสินค้าไว้ในตลาดโพรเฟสชันนัล ที่เน้นการแนะนำสินค้าผ่านแพทย์และร้านขายยาเป็นหลัก  สำหรับมูลค่าตลาดครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าในปัจจุบันมีประมาณ 800 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดโพรเฟสชันนัล 350 ล้านบาท และตลาดทั่วไปหรือตลาดระดับแมส 450 ล้านบาท โดยมีแบรนด์ลอรีอัลเป็นผู้นำตลาด โดยในส่วนของตลาดโพรเฟสชันนัล ไมนัส-ซัน เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 70% โดยแผนการขยายแบรนด์เข้าสู่ตลาดแมสนั้น บริษัทจะเน้นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายในกลุ่มโมเดิร์นเทรดมากขึ้น ผ่านเทสโก้ โลตัส ท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต บิ๊กซี วัตสัน ด้วยการเพิ่มเอสเคยูใหม่ของสินค้าเข้าไปในตลาด รวมทั้งได้มีการปรับโฉมสินค้าใหม่เพื่อความทันสมัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เพื่อเป็นการขยายตลาดในระดับแมส บริษัทได้ทำการรีลอนช์ผลิตภัณฑ์เจลล้างหน้าภายใต้แบรนด์ไมนัสออกสู่ตลาดด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค “ในการรุกตลาดเพื่อเจาะเข้าตลาดระดับแมสนั้น บริษัทได้วางเป้าหมายไว้ว่าอีก 1 ปีนับจากนี้จะสามารถมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้ได้ประมาณ 5% โดยการรุกตลาดนี้ จะไม่ใช้สื่อโฆษณาเป็นหลัก แต่จะใช้กลยุทธ์ซีอาร์เอ็ม ผ่านทางเฟซบุ๊ก รวมทั้งมีการแจกสินค้าตัวอย่างเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ 50,000-100,000 ชิ้น นอกจากนี้การที่บริษัทหันมาขยายช่องทางผ่านโมเดิร์นเทรดมากขึ้นนั้น เนื่องจากตลาดช่องทางร้านขายยามีการเติบโตที่ลดลง ข้อมูล ล่าสุดในปีที่ผ่านมาพบว่า สินค้าที่จำหน่ายผ่านช่องทางร้านขายยามีการเติบโตติดลบประมาณ 2% ยกเว้นร้านขายยาที่เป็นเชนและร้านขายยาในโรงพยาบาลที่มีการเติบโตอยู่ ซึ่งเหตุผลหลักมาจากผู้บริโภคที่มีบัตรทอง หันไปใช้บริการตามสถานพยาบาลมากขึ้น ทำให้ยาสามัญประจำบ้านพื้นฐานที่เคยจำหน่ายได้ มีปริมาณลดลง และเกิดจากการเข้มงวดของข้อกฎหมายที่ระบุให้ร้านขายยาต้องมีเภสัชกรประจำร้าน ทำให้ร้านขายยาบางแห่งมีระยะเวลาการเปิดให้บริการที่ลดลง”    นายพรชาย กล่าวต่อไปว่า แนวโน้มการเติบโตของตลาดครีมกันแดด ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุผลมาจากการขยายตัวของคลินิกความงามที่ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ลูกค้าใช้ครีมกันแดดเป็นสินค้าพื้นฐาน ทำให้เมื่อลูกค้ากลุ่มนี้เลิกใช้บริการในคลินิกความงามแล้ว จะหาซื้อครีมกันแดดเพื่อใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการขยายตลาดแมส บริษัทมีเป้าหมายต้องการให้กลุ่มลูกค้าที่ใช้สินค้าครีมกันแดดทุกวันที่ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 30% เพิ่มเป็น 40-45% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนอีก 70% เป็นกลุ่มลูกค้าที่ใช้ครีมกันแดดเฉพาะโอกาสเท่านั้น อาทิ ออกกำลังกาย ท่องเที่ยว นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการขยายตลาดไปยังต่างประเทศในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะปีนี้จะขยายตลาดไปในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยเน้นผ่านตลาดในระดับโพรเฟสชันนัลผ่านตัวแทนจำหน่ายเพื่อทดลองตลาด ขณะที่ในประเทศเวียดนามนั้น อยู่ในการศึกษารายละเอียดว่ามีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ขณะที่รายได้รวมในปีนี้ตั้งเป้าเติบโตประมาณ 18%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,651  10-13  กรกฎาคม พ.ศ. 2554








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.