“นกแก้ว” รุกหนักตลาดสบู่ ลุยตลาดสุขภาพผิว หวังขึ้นที่ 2 สิ้นปีนี้

12 07 2011

นางสาวอัจฉริยภรณ์  สีขาว    รหัส : 5220224212    Flexible 18

Strategy: กลยุทธ์เชิง Defensive : R&D โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

Issue 1    :               “นกแก้ว” รุกหนักตลาดสบู่ ลุยตลาดสุขภาพผิว หวังขึ้นที่ 2 สิ้นปีนี้

Industry :              สบู่

Strategy :               กลยุทธ์เชิงรับDefensive : R&D โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

Competitor :          ลักส์, โพเทคส์

ประเด็นข่าว :         “นกแก้ว” ส่ง “แพรอท แนเชอรัล การ์ด” รุกตลาดสบู่สุขภาพผิว ทุ่มงบการตลาดกว่า 60 ล้าน จับกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ เตรียมขึ้นแท่นกวาดยอดขาย อันดับ 2 ภายในปีนี้ หลังส่ง “แดน วรเวช ดานุวงศ์” นักร้อง และนักแสดงชื่อดัง จุดพลุสร้างกระแส

Advantage :           1. การมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมายาวนาน

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่สุขภาพผิวที่สามารถตอบโจทย์ครอบครัวยุคปัจจุบัน เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

Analysis :               ในปีที่ผ่านมา เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ประสบความสำเร็จในการทำตลาด สบู่กลุ่มเพื่อความงาม สบู่พฤกษานกแก้ว และ แพรอท โกลด์ สร้างยอดขายได้กว่า 1 พันล้านบาท ในปี 2553 สินค้าในกลุ่มนกแก้วมีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์สบู่ก้อนและครีมอาบน้ำ สินค้าพฤกษานกแก้วมีอัตราการเติบโตถึง 26% และสินค้าทั้งหมดในกลุ่มผลิตภัณฑ์นกแก้ว มีอัตราการเติบโตที่ 25% โดยในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ (2554) กลุ่มผลิตภัณฑ์นกแก้วมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 11% จากมูลค่าตลาดรวม 7,847 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 3 ในตลาดสบู่
 แผนตลาดปีนี้ยังคงรุกหนักต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “สบู่และครีมอาบน้ำสุขภาพผิว แพรอท แนเชอรัล การ์ด” เพื่อเจาะตลาดสบู่เพื่อสุขภาพผิวซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมของครอบครัวรุ่นใหม่ได้อย่างครบถ้วน ในรูปแบบสบู่ก้อน และครีมอาบน้ำ มี 3 สูตรคือ สูตรดีโอ ซอฟท์ เพื่อผิวหอมนุ่ม สูตรเอเนอร์เจติก เฟรช เพื่อผิวหอมสดชื่น และ สูตรสกิน มอยส์เจอร์ เพื่อผิวหอมชุ่มชื่น

                                สำหรับแคมเปญการตลาดของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อที่ครอบคลุมการรับรู้ของผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งโฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อกลางแจ้ง สื่อ ณ จุดขาย รวมถึงบูทกิจกรรม และ การแจกสินค้าตัวอย่างในรูปแบบต่างๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และยังได้เลือก “แดน วรเวช  ดานุวงศ์” นักร้อง และนักแสดงชื่อดังที่ได้รับความนิยมมาเป็นพรีเซนเตอร์
 

 

 “นกแก้ว” รุกหนักตลาดสบู่ ลุยตลาดสุขภาพผิว หวังขึ้นที่ 2 สิ้นปีนี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    29 มิถุนายน 2554 23:55 น.

“นกแก้ว” ส่ง “แพรอท แนเชอรัล การ์ด” รุกตลาดสบู่สุขภาพผิว ทุ่มงบการตลาดกว่า 60 ล้าน จับกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ เตรียมขึ้นแท่นกวาดยอดขาย อันดับ 2 ภายในปีนี้ หลังส่ง “แดน วรเวช ดานุวงศ์” นักร้อง และนักแสดงชื่อดัง จุดพลุสร้างกระแส
       
       นายสุรัตน์ ผู้บังเกิดผล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ประสบความสำเร็จในการทำตลาด สบู่กลุ่มเพื่อความงาม สบู่พฤกษานกแก้ว และ แพรอท โกลด์ สร้างยอดขายได้กว่า 1 พันล้านบาท
        
       ในปี 2553 สินค้าในกลุ่มนกแก้วมีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์สบู่ก้อนและครีมอาบน้ำ สินค้าพฤกษานกแก้วมีอัตราการเติบโตถึง 26% และสินค้าทั้งหมดในกลุ่มผลิตภัณฑ์นกแก้ว มีอัตราการเติบโตที่ 25% โดยในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ (2554) กลุ่มผลิตภัณฑ์นกแก้วมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 11% จากมูลค่าตลาดรวม 7,847 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 3 ในตลาดสบู่
       
       แผนตลาดปีนี้ยังคงรุกหนักต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “สบู่และครีมอาบน้ำสุขภาพผิว แพรอท แนเชอรัล การ์ด” เพื่อเจาะตลาดสบู่เพื่อสุขภาพผิวซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมของครอบครัวรุ่นใหม่ได้อย่างครบถ้วน ในรูปแบบสบู่ก้อน และครีมอาบน้ำ มี 3 สูตรคือ สูตรดีโอ ซอฟท์ เพื่อผิวหอมนุ่ม สูตรเอเนอร์เจติก เฟรช เพื่อผิวหอมสดชื่น และ สูตรสกิน มอยส์เจอร์ เพื่อผิวหอมชุ่มชื่น
       
       “ตลาดสบู่สุขภาพผิวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา (2553) ตลาดเติบโต 21% จึงนับเป็นตลาดที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก โดยบริษัทฯได้เตรียมงบการตลาดสำหรับการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ไว้กว่า 60 ล้านบาท โดยใช้แคมเปญการตลาดแบบ 360 องศา” นายสุรัตน์กล่าว
       
       สำหรับแคมเปญการตลาดของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อที่ครอบคลุมการรับรู้ของผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งโฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อกลางแจ้ง สื่อ ณ จุดขาย รวมถึงบูทกิจกรรม และ การแจกสินค้าตัวอย่างในรูปแบบต่างๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และยังได้เลือก “แดน วรเวช ดานุวงศ์” นักร้อง และนักแสดงชื่อดังที่ได้รับความนิยมมาเป็นพรีเซนเตอร์
        
       “จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่สุขภาพผิวที่สามารถตอบโจทย์ครอบครัวยุคปัจจุบัน เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าจะทำให้สบู่และครีมอาบน้ำในกลุ่มผลิตภัณฑ์นกแก้วจะมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์นกแก้วก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของส่วนแบ่งอันดับ 2 ในตลาดได้ภายในปี 2554 อย่างแน่นอน” นายสุรัตน์กล่าว

http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9540000079696





‘ยุนิลีเวอร์’ชู 3 ยุทธศาสตร์หลัก ดันยอดขาย

10 07 2011

 NAME : สุคนธ์ทิพย์ เสาวคนธ์                                          ID :  5220224187 (FLEXIBLE 18)

 

ISSUE NO. : 1                                                                      DATE ISSUE : Week 5       

 

INDUSTRY : ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค               RATING : N1 = NEUTRAL

 

DATE NEWS : 1 กรกฎาคม 2554                                       SOURCE : http://www.thannews.th.com

 

TOPIC :  ‘ยุนิลีเวอร์’ชู 3 ยุทธศาสตร์หลัก ดันยอดขาย

 

STRATEGY : กลยุทธ์เชิงรับ โดยใช้ CSR และการสร้างนวัตกรรม

 

ประเด็นข่าว

 

ยูนิลีเวอร์ สานต่อนโยบายบริษัทแม่ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ผลักดันยอดขายเติบโตขึ้นเท่าตัวในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั้งการปรับปรุงคุณภาพชีวิต การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ล่าสุดผนึกเทสโก้ โลตัส จัดโครงการลดโลกร้อน ร่วมใจบริโภคสีเขียว ให้ความรู้ผู้บริโภค
ADVANTAGE

 

กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำระดับโลก มีความมุ่งมั่นที่ยึดถือมายาวนานในแง่ความยั่งยืน โดยยูนิลีเวอร์ได้มีการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านโภชนาการ สุขอนามัย และการดูแลเอาใจใส่ชีวิตส่วนตัว ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ทำให้คนรู้สึกดี มีลักษณะชวนมอง และแต่งเติมชีวิตให้มีความสุขมากขึ้นทุกวัน

 

 

 

ANALYSIS

 

ยูนิลีเวอร์ได้นำกลยุทธ์เชิงรับมาใช้ โดยเน้น CSR เป็นการรับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้นำนวัตกรรมต่างๆมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อผลักดันให้ยอดขายเติบโตขึ้นเท่าตัวในปี ค.ศ. 2020 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า โดยวางนโยบายหลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนของทั่วทุกมุมโลกที่มีมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านคน ด้วยการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มีบทบาทในการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทั้งในเรื่องความสะอาด การรณรงค์การล้างมือ 2. การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องน้อยลงหรือเท่าเดิม และ 3. การใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวยูนิลีเวอร์ประเทศไทยต้องการสร้างรายได้เติบโตกว่าเท่าตัวให้เร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ทั่วโลก และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ยูนิลีเวอร์เข้าไปรุกตลาดในภูมิภาคเอเชียด้วย และ”ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะให้ข้อมูลและความรู้กับผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งได้ทุ่มความสำคัญในสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับเทสโก้ โลตัสจัดโครงการ”ลดโลกร้อน ร่วมใจบริโภคสีเขียว” เพื่อเชิญชวนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการลดโลกร้อนกับผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาช่วยประหยัดการใช้สินค้า ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ให้น้อยลง

COMPETITORS      P&G

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

RATING  : P1 = POSITIVE , P2 = POWERFUL ,N1 = NEUTRAL ,N2 = NEGATIVE

 

 

 

‘ยุนิลีเวอร์’ชู3ยุทธศาสตร์หลัก ดันยอดขาย

ยูนิลีเวอร์ สานต่อนโยบายบริษัทแม่ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ผลักดันยอดขายเติบโตขึ้นเท่าตัวในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั้งการปรับปรุงคุณภาพชีวิต การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ล่าสุดผนึกเทสโก้ โลตัส จัดโครงการลดโลกร้อน ร่วมใจบริโภคสีเขียว ให้ความรู้ผู้บริโภค
นายปิเตอร์ ฟิลมอน แอนโทนี เดกเกอร์ รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาลูกค้ากลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า เป้าหมายของยูนิลีเวอร์ทั่วโลกต้องการที่จะผลักดันให้ยอดขายเติบโตขึ้นเท่าตัวในปี ค.ศ. 2020 หรือในปี 2563 อีก 10 ปีข้างหน้า โดยวางนโยบายหลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนของทั่วทุกมุมโลกที่มีมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านคน ด้วยการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มีบทบาทในการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทั้งในเรื่องความสะอาด การรณรงค์การล้างมือ 2. การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องน้อยลงหรือเท่าเดิม และ 3. การใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวยูนิลีเวอร์ประเทศไทยต้องการสร้างรายได้เติบโตกว่าเท่าตัวให้เร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ทั่วโลก และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ยูนิลีเวอร์เข้าไปรุกตลาดในภูมิภาคเอเชียด้วย
ทั้งนี้ในส่วนของนโยบายการลดผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น บริษัทได้เริ่มต้นด้วยการใช้นวัตกรรมที่ออกแบบมาช่วยในการผลิตสินค้า รวมถึงการใช้วัตถุดิบที่ลดผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ใน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผงซักฟอกบรีส โอโม บรีสเอกเซลสูตรน้ำ ที่ผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ท ที่ใช้ปริมาณการใช้น้อยลงและลดปริมาณหีบห่อ และชาลิปตันที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นสีเขียวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในการผลิตสินค้า ซึ่งในตลาดต่างประเทศมีสินค้าหลายแบรนด์ที่เข้าสู่กระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และในอนาคตจะนำเข้ามารุกตลาดในประเทศไทยมากขึ้น
“ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะให้ข้อมูลและความรู้กับผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งได้ทุ่มความสำคัญในสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน นับตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคใช้ในปริมาณที่น้อยลง ใช้หีบห่อน้อยลง เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งได้มีการเพิ่มการลงทุนสำหรับกระบวนการผลิตในสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ บรีสเอกเซลสูตรน้ำที่ช่วยลดบรรจุภัณฑ์ลงด้วยการใช้แบบเติมหรือรีฟิล การเป็นผู้นำนวัตกรรมน้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ทน้ำเดียว เพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภค ที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำของทุกครัวเรือน”
นอกจากนี้ ล่าสุดทางบริษัทได้ร่วมกับเทสโก้ โลตัสจัดโครงการ”ลดโลกร้อน ร่วมใจบริโภคสีเขียว” เพื่อเชิญชวนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการลดโลกร้อนกับผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาช่วยประหยัดการใช้สินค้า ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ให้น้อยลง ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวนั้น ทางเทสโก้ โลตัสเอง ก็มีนโยบายด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนเช่นกัน ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นที่เทสโก้ โลตัส สาขารามอินทรา ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน- 11 กรกฎาคม 2554 เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยมือของเราและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้อยลง ลดการใช้หีบห่อลง เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนลงทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการใช้ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมของโลกให้ดียิ่งขึ้น

 

ที่มา :  www.thannews.th.com โดย : ธุรกิจการตลาด Marketing วันที่ 1 กรกฏาคม 2554

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=73207:3-&catid=106:-marketing&Itemid=456





แนทเจอร์ไลเซอร์ ต้องมีซับแบรนด์แฟชั่น

9 07 2011

Strategy: กลยุทธ์เชิงรับ (Defensive) “Research &Development + CRM”

ชื่อ – นามสกุล :      นางสาวมณฑา  มากมี                            รหัส :      5220224154

Issue 2 :   แนทเจอร์ไลเซอร์ ต้องมีซับแบรนด์แฟชั่น

Date:                      Week5 July9’2011

 Industry :              ธุรกิจประเภทการรองเท้าประเภท dress shoes

 Strategy :               กลยุทธ์เชิงรับ(Defensive Attack) เน้นการวิจัยและพัฒนา(Research & Development) และเน้นการดูแลลูกค้าคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก(Customer Relation Management)   

 Competitor :         Bata , ADDA, Charles & Keith, Reebok etc

 ประเด็นข่าว :         นายคณิศร สุยะนันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์รองเท้า ในนาม naturalizerแบรนด์ เป็นแบรนด์ที่มียอดขายอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย และมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในรองเท้าประเภท dress shoes นำเสนอรองเท้ากลุ่มที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ของผู้หญิงทุกวัย ส่ง แนทเชอรัล สปอร์ต บาย แนทเจอร์ไลเซอร์ รองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพประเดิมตลาดช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยสุดยอดรองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากวัสดุที่กระชับเท้า และนุ่มสบายเมื่อสวมใส่ ทั้งยังช่วยรองรับแรงกระแทกขณะเดินได้ดีกว่ารองเท้าลำลองทั่วไป ทำให้สามารถเดินได้นานขึ้นและมากขึ้น คาดช่วยกระตุ้นยอดขายได้ประมาณ 10% จากยอดขายของสินค้าภายใต้แบรนด์ naturalizer

Advantage :           ด้วยความเป็นผู้ที่มีความเชี่ญวชาญในด้านรองเท้าผู้หญิงมาเป็นเวลานานจนสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้เป็นอันดับ 1 มานานจนเข้าใจความต้องการของเท้าผู้หญิงเป็นอย่างดี เพื่อตอบสนองความต้องการได้นำเสนอนวัตกรรมรองเท้าที่เน้นรูปแบบดีไซน์ และเน้นดูแลสุขภาพเท้าเป็นหลัก โดยเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับสัดส่วน รูปทรงเท้าที่มีความแตกต่างกันได้อย่างลงตัว เสมือนเป็นการออกกำลังกายตลอดเวลาการสวมใส่ น่าจะตอบรับนวัตกรรมในด้านการดีไซน์ได้เป็นอย่างดี

 Analysis :              ในการออกแบบดีไซน์ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพผู้หญิงตั้งแต่รูปแบบการดีไซน์  ตลอดจนการเลือกวัสดุที่นำมาใช้วัสดุที่เหมาะสมกับส่วนนิ้วเท้า ฝ่าเท้าและส้นเท้าที่มีความแตกต่างกันได้อย่างลงตัว ช่วยลดแรงกระแทกขณะเดิน พื้นด้านล่างผลิตจากยางธรรมชาติที่ยึดเกาะพื้นได้ดี ไม่ลื่น ทำให้มั่นใจในการเดิน เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการวิจัยและพัฒนา(Research & Development) ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของลูกค้าโดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก (Customer Relation Management) ไปด้วยกัน  

 Rating  :                 P1 = Posistive P2 = POWERFUL

แนทเจอร์ไลเซอร์ ต้องมีซับแบรนด์แฟชั่น

เทรนด์และไลฟ์สไตล์รองเท้าเปลี่ยน ส่งแนทเจอร์ไลเซอร์ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง สู่ภาพลักษณ์ใหม่กับการเป็นรองเท้าแฟชั่น โดยล่าสุดส่งซับแบรนด์ “แนทเชอรัล สปอร์ต” รองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพ รับเทรนด์สปอร์ต เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
       โลกแฟชั่นถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเร็ว หากใครปรับไม่ทันการเปลี่ยนไปของแฟชั่น ก็คงต้องยอมรับความเอาต์ รองเท้าก็ถือได้ว่าเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่นอย่างหนึ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกระแสแฟชั่น ไม่เพียงแค่นั้น ยังต้องปรับให้ทันไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนไปด้วย จึงจะสามารถอยู่ในใจและตลาดได้ตลอดกาล
       “ไม่มีใครสามารถอยู่กับที่ได้ตลอดไป ต้องวิ่งให้ทันแฟชั่นและความต้องการลูกค้าอยู่ตลอดเวลา”
       เป็นคำกล่าวของ คณิศร สุยะนันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์รองเท้า บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรองเท้าแบรนด์แนทเจอร์ไลเซอร์ ถึงความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกธุรกิจรองเท้า และทำให้แนทเจอร์ไลเซอร์อยู่ในโลกรองเท้าเดิมๆ ต่อไปไม่ได้ พร้อมทั้งต้องปรับตัวสู่โลกรองเท้าแฟชั่นอย่างปฏิเสธไม่ได้
       อันที่จริง ในช่วงหลังๆ แนทเจอร์ไลเซอร์ เริ่มปรับตัวเองสู่โลกของรองเท้าแฟชั่นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังอิงอยู่ในกลุ่มของรองเท้าทำงานกึ่งลำลองที่ยังคงสไตล์เรียบหรูในแบบแนทเจอร์ไลเซอร์ ยังไม่เคยฉีกตัวเองไปในตลาดรองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพ ที่มีรูปลักษณ์สวมใส่สบายและสีสันสดใส ซึ่งกำลังอินเทรนด์สุดๆ และแข่งกันอย่างรุนแรงในเวลานี้
       “เราเชื่อว่ากระแสโลกกำลังมาเทรนด์นี้ เพราะผู้บริโภคมองว่า เป็นรองเท้าที่สวมใส่ได้หลายโอกาส แถมยังใส่สบายกว่ารองเท้าลำลองทั่วไป จึงหันมานิยมสวมใส่มากขึ้น ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาดก็ไม่ได้สูงมาก”
       คณิสร บอกถึงเทรนด์และการแข่งขันรองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนารองเท้าของแนทเจอร์ไลเซอร์ ที่ไม่ว่าจะฉีกตัวเองไปในเทรนด์ใด แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมคือ การสวมใส่ต้องสบายเท้า นั่นจึงทำให้ แนทเจอร์ไลเซอร์ ตัดสินใจส่งนวัตกรรมรองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพ เป็นรองเท้าแฟชั่นใหม่ล่าสุด ภายใต้ซับแบรนด์ใหม่ในชื่อ “แนทเชอรัล สปอร์ต” ลุยตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรง
       การแตกไลน์สู่รองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพ จะยิ่งช่วยให้ภาพลักษณ์ความเป็นรองเท้าแฟชั่นของแนทเจอร์ไลเซอร์ชัดเจนมากขึ้น และช่วยให้แนทเจอร์ไลเซอร์สามารขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่ได้มากขึ้นด้วย โดยแนทเจอร์ไลเซอร์ใช้งบลงทุนถึง 15 ล้านบาท ในการวิจัยและพัฒนาไลน์รองเท้าใหม่ โดยผลิตจากวัสดุที่กระชับเท้า ทั้งยังช่วยรองรับแรงกระแทกขณะเดิน ทำให้สามารถเดินได้นานขึ้น เบื้องต้นมีให้เลือก 2 แบบ แบบละ 12 สี
       ขณะที่การวางระดับราคา แนทเจอร์ไลเซอร์ยังทำราคาได้น่าสนใจกว่าคู่แข่งที่กำลังฮอตสุดๆ ด้วย โดยระดับราคาต่ำกว่าถึง 30% โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 2,390 บาท ขณะที่คู่แข่งราคาประมาณ 3,000 บาท นับเป็นราคาที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น
       สำหรับการสื่อสารทางการตลาดของแนทเจอร์ไลเซอร์ในครั้งนี้ ดูจะไม่ผลีลาม โดยจะเน้นการทำตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการมุ่งไปที่กิจกรรม Below the Line นำร่องกิจกรรมแรกในวันแม่ ภายใต้แคมเปญ “แม่ลูกคู่ซี้ดูดีทั้งคู่” ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยจะให้แม่ลูกที่ซื้อรองเท้าลำลองเพื่อสุขภาพถ่ายรูปคู่กันลงเฟซบุ๊ก แม่ลูกคู่ใดได้รับโหวต Like มากที่สุดถือเป็นผู้ชนะ จากนั้นจะเดินสายโรดโชว์ไปตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี
       เป้าหมายของแคมเปญนี้ จัดขึ้นเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น โดยอาศัยฐานลูกค้าเดิมของแนทเจอร์ไลเซอร์ที่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานและผู้ใหญ่ ไปสู่รุ่นลูกๆ เพิ่มขึ้น
       พร้อมกันนี้ เชื่อว่าการออกไลน์รองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันยอดขายรองเท้าของแนทเจอร์ไลเซอร์ให้เติบโตเพิ่มขึ้น 10% จากยอดขายรองเท้าประมาณ 4-5 แสนคู่ต่อไป

http://www2.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9540000083980

โดย ผู้จัดการ 360o รายสัปดาห์ 8 กรกฎาคม 2554 14:31 น




ไนกี้ เผยกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

9 07 2011

ไนกี้ อิงค์ (NIKE, Inc.) (NYSE:NKE) เผยแพร่รายงานความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม (Corporate Responsibility: CR) ประจำปี 2550 — 2552 ซึ่งกล่าวถึงวิวัฒนาการของกลยุทธ์ CR ของบริษัทตั้งแต่การบริหารจัดการความเสี่ยง งานด้านการกุศล และรูปแบบการดำเนินงานตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนทางจริยธรรมของสังคม ไปจนถึงกลยุทธ์ระยะยาวซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์นวัตกรรม การให้ความร่วมมือ การดำเนินงานอย่างโปร่งใส และการสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าในวิถีทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

ไนกี้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ Sustainable Business and Innovation (SB&I) ด้วยการสร้างสรรค์วิธีการที่มีความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อนำมาซึ่งผลตอบแทนสู่ธุรกิจ ชุมชน พนักงานในโรงงาน ผู้บริโภค และโลก

รายงานฉบับนี้ยังได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงานของไนกี้เพื่อบรรลุเป้าหมาย CR ระยะ 5 ปี และการทบทวนภารกิจด้าน CR ของไนกี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอย่างครอบคลุม

“ความยั่งยืนเป็นกุญแจสู่การเติบโตและการสร้างสรรค์นวัตกรรมของไนกี้” มาร์ก พาร์กเกอร์ ประธานและซีอีโอของไนกี้ อิงค์ กล่าว “การทำให้ธุรกิจของเรามีความยั่งยืนมากขึ้นนั้น จะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคของเราซึ่งคาดหวังว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่พนักงานที่โรงงานก็จะได้รับประโยชน์จากการผลิตแบบยั่งยืน ส่วนพนักงานและผู้ถือหุ้นของเราจะได้รับผลตอบแทนจากการที่บริษัทได้เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตแต่เนิ่นๆ”

นอกจากนี้ ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบจากทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง และความจำเป็นที่จะช่วยกันทำให้เศรษฐกิจปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้น้อยที่สุด ไนกี้จึงหวังที่จะใช้รายงานฉบับนี้เพื่อแบ่งปันวิสัยทัศน์ของบริษัทในการดำเนินธุรกิจแบบ closed-loop ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้ซัพพลายเชนปลอดจากขยะโดยสิ้นเชิง รวมถึงมีผลิตภัณฑ์และวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้เกิดขยะทั้งก่อนและหลังการใช้ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนกระบวนการและรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

 

“ไนกี้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด” ฮันนาห์ โจนส์ รองประธานฝ่าย SB&I กล่าว “ปัจจุบัน ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจกำลังส่งผลต่อแรงงาน เยาวชน ซัพพลายเชน และผลิตภัณฑ์ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและโปร่งใส ทำให้ไนกี้มีโอกาสที่จะใช้นวัตกรรมที่มีอยู่เพื่อแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนเหล่านี้”

 

รายงานฉบับนี้เป็นการแถลงความคืบหน้าของเป้าหมายระยะ 5 ปีซึ่งไนกี้ได้กำหนดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2550 บริษัทสามารถดำเนินการรุดหน้าในหลายด้าน อาทิ การฝึกอบรมการใช้หลัก Lean และ Human Resource Management ในโรงงาน ตลอดจนการลดขยะและสารพิษ และเพิ่มการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Considered Design ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รายงานยังได้เปิดเผยความคืบหน้าของเป้าหมายอื่นๆที่เผชิญความท้าทายเพิ่มมากขึ้น อาทิ การบริหารชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาของโรงงานต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ไนกี้ยังได้แก้ไขหรือชี้แจงเป้าหมายบางประการให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทมีความเข้าใจในปัญหาเพิ่มขึ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์

สรุปโครงการริเริ่มที่สำคัญๆของบริษัทภายใต้แผนกลยุทธ์ CR ได้แก่

1. Considered Design

Considered Design คือการนำหลักการเพื่อความยั่งยืนมาใช้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นักกีฬา ด้วยการลดหรือกำจัดมลพิษและขยะ และเพิ่มการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

2. GreenXchange (GX)

GX คือตลาดออนไลน์สำหรับแลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนรูปแบบใหม่ๆ ผู้ใช้ระบบ GX จะสามารถแบ่งกันใช้ทรัพย์สินทางปัญญาได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไร้ขีดจำกัดเพื่อขจัดอุปสรรคขัดขวางความยั่งยืนต่างๆ GX มีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมสีเขียว ด้วยการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาที่เคยเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละบุคคลมีความเป็นสาธารณะมากขึ้น

3. Lean และ Human Resource Management (HRM)

ไนกี้ได้ร่วมมือกับโรงงานต่างๆในการฝึกอบรมการใช้หลักการผลิต Lean และหลักการบริหารทรัพยากรบุคคล HRM โดยหลักการ Lean จะเป็นตัวผลักดันให้การตัดสินใจต่างๆมีความใกล้ชิดกับพนักงานในโรงงานมากขึ้นผ่านทางการสร้างทักษะ การทำงานเป็นหมู่คณะ การตระหนักถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ ขณะที่ HRM จะเพิ่มความสามารถด้านการบริหารจัดการของโรงงาน และทำให้โรงงานเล็งความสำคัญของกำลังคนที่มีอยู่มากขึ้น

4. กีฬาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (Sport for Social Change)

ไนกี้ใช้กีฬาเป็นเครื่องมืออันทรงพลังเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา หลายฝ่ายยังไม่เห็นคุณค่าของกีฬาว่าสามารถสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการทางสังคมและผู้สร้างสรรค์ชุมชน ตลอดจนขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หนึ่งในตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโครงการที่ไนกี้ได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ โครงการฟุตบอลรากหญ้า (Grassroot Soccer) ในแอฟริกา ซึ่งเป็นโครงการระดับชุมชนที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมผ่านทางการสร้างจิตสำนักและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ ด้วยการใช้กีฬาเป็นตัวกระตุ้นการติดต่อสื่อสารกับเด็กๆทั้งชายและหญิง

5. กลยุทธ์ด้านสภาพอากาศและพลังงาน (Energy and Climate Change Strategy)

ในปี 2552 ไนกี้ได้ริเริ่มการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือระหว่างบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งมีชื่อว่า Business for Innovative Climate and Energy Policy (BICEP) เพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานในสหรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีและสาธารณูปโภคใหม่ๆที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากนั้น ในปี 2551 ไนกี้ยังได้เปิดตัวโครงการ footwear energy efficiency program ด้วยการเซ็นสัญญากับผู้ผลิต 5 ราย ความมุ่งมั่นของไนกี้ที่มีต่อโครงการนี้ได้สร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม กล่าวคือ โรงงานที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 6% แม้ว่าโรงงานจะดำเนินการผลิตเพิ่มขึ้น 9% ก็ตาม

ทั้งนี้ รายงานความรับผิดชอบต่อสังคมของไนกี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ nikeresponsibility.com ซึ่งจะให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินงานของไนกี้เพื่อบรรลุเป้าหมายต่างๆ และทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมาของบริษัทในปีงบการเงิน 2550 2551 และ 2552

วิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจ

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ไนกี้ อิงค์ นั้นใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรับ  (Defensive Strategy) คือ CSR อย่างเห็นได้ชัดเจน โดยมีการเริ่มโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ Considered Design คือการนำหลักการเพื่อความยั่งยืนมาใช้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นักกีฬา ด้วยการลดหรือกำจัดมลพิษและขยะ และเพิ่มการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น, กีฬาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (Sport for Social Change )และในปี 2552 ไนกี้ได้ริเริ่มการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือระหว่างบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งมีชื่อว่า Business for Innovative Climate and Energy Policy (BICEP) เพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานในสหรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีและสาธารณูปโภคใหม่ๆที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อีกหนึ่งหลักการที่ไนกี้ใช้คือ Good governance โดยมีการเริ่มโครงการได้แก่ Lean และ Human Resource Management (HRM)ไนกี้ได้ร่วมมือกับโรงงานต่างๆในการฝึกอบรมการใช้หลักการผลิต Lean และหลักการบริหารทรัพยากรบุคคล HRM โดยหลักการ Lean จะเป็นตัวผลักดันให้การตัดสินใจต่างๆมีความใกล้ชิดกับพนักงานในโรงงานมากขึ้นผ่านทางการสร้างทักษะ การทำงานเป็นหมู่คณะ การตระหนักถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ ขณะที่ HRM จะเพิ่มความสามารถด้านการบริหารจัดการของโรงงาน และทำให้โรงงานเล็งความสำคัญของกำลังคนที่มีอยู่มากขึ้น

 

 

Current Issue Week 4  (Sat 2-7-2011)

Wanitta Simchan ID.5220224063





Sikkens Autowave เปิดศักราชปี 54 เผยกลยุทธ์การตลาดรับผิดชอบสิ่งแวดล้อม ในงาน

9 07 2011

สีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ Sikkens Autowave สวมวิญญาณเสือปืนไวจัดงาน “รักรถ รักษ์โลก ด้วยสีซิกเก้นส์ ออโต้เวฟ (Sikkens Autowave) ” แถลงนโยบาย พร้อมเผยกลยุทธ์การตลาดในปี 2554 ซึ่งปีนี้ทาง Sikkens Autowave มุ่งมั่นทำการตลาดอย่างจริงจัง โดยยึดมั่นในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการทำงานเป็นทีม มั่นใจจะสามารถครองตลาดสีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ ระดับไฮเอนด์ งานนี้ผู้บริหารคนเก่ง นริศ ศรีอุเทนชัย กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล โค้ทติ้ง เทรดดิ้ง จำกัด ธุรกิจออโตโมทีฟและแอร์โรสเปซ (Automotive & Aerospace Coatings) ดึง 2 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ นายคาร์ล เอฟ. ออเพนบอร์น กรรมการและผู้จัดการบริษัท โตโยต้า ธนบุรี จำกัด และ นายวีระ อ่วมปราณี ผู้จัดการศูนย์บริการ บริษัท วี.กรุ๊ป ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด (สาขาแจ้งวัฒนะ) รวมไปถึง 2 ดาราและพิธีกรชื่อดัง จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี และ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ร่วมแถลงข่าวด้วย

โดย นายนริศ เปิดเผยว่า “สีซ่อมรถยนต์ Sikkens มีความโดดเด่นต่างจากสีซ่อมรถยนต์ชนิดอื่นในตลาด ในด้านของผลิตภัณฑ์ และการให้บริการ”

“ ในด้านของผลิตภัณฑ์ อั๊คโซ่ โนเบลฯ เป็นบริษัทสีซ่อมรถยนต์อันดับต้นๆ ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์สีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ “ซิกเก้นส์ ออโต้เวฟ (Sikkens Autowave)” ในประเทศไทย ซึ่งสีระบบน้ำนี้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ประเภท Green Concept ที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในธุรกิจสีซ่อมรถยนต์ของประเทศไทยเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่อั๊คโซ่ โนเบลฯ ในยุโรป ได้มีการพัฒนา และให้บริการสีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ “ซิกเก้นส์ ออโต้เวฟ (Sikkens Autowave)” มาเป็นระยะเวลา 17 ปีแล้ว โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 1994 ทำให้เรามีประสบการณ์ และความชำนาญในสีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำค่อนข้างสูง โดยผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” 

“ส่วนด้านของการบริการ เราเป็นผู้นำในการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำทางด้านเทคนิค การจัดฝึกอบรม ที่เป็นการบริการขั้นพื้นฐาน และการให้บริการระดับสูง ที่มุ่งเน้นการช่วยเพิ่มผลผลิตในการซ่อมสี การบริการจัดการระบบงาน รวมถึงการออกแบบ และบริหารการใช้งานพื้นที่ซ่อมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้กับศูนย์บริการ และศูนย์ซ่อมสี”
 

“นอกจากนี้เรายังมี Sikkens Club ที่เป็นช่องทางให้กับสมาชิกที่จะสามารถมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างศูนย์บริการ และศูนย์ซ่อมสี ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำการตลาดของสีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ “ซิกเก้นส์ ออโต้เวฟ (Sikkens Autowave)” สำหรับงานแถลงข่าว “รักรถ รักษ์โลก ด้วยสีซิกเก้นส์ ออโต้เวฟ (Sikkens Autowave)” ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์สีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำตัวจริง ที่ยึดหลักการทำธุรกิจแบบรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม”

“สีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ สามารถสร้างความตื่นตัวให้กับตลาดได้มาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นช่วงที่บริษัทรถยนต์ชั้นนำให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยขอขอบคุณบริษัทฯผู้ผลิต และจัดจำหน่ายรถยนต์ญี่ปุ่นชั้นนำที่เป็นผู้บุกเบิกในเรื่องนี้  ผมเชื่อว่าบริษัทรถยนต์ชั้นนำต่างๆ รวมถึงศูนย์ให้บริการซ่อมสีรถยนต์ชั้นนำ มีความเข้าใจเรื่อง Green Concept เป็นอย่างดี จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านหันมาร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้สีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ เพื่อความปลอดภัยของช่างพ่นสี, ลูกค้า และชุมชนใกล้เคียง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้นี้ผู้ให้บริการซ่อมสีรถยนต์ทุกท่านจะหันมาใช้สีระบบน้ำ เพื่อเป็นการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมของเรา”

นอกจากนี้ ซิกเก้นซ์ ออโต้เวฟ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และประหยัดเวลา คือ Autosurfacer Rapid และ Autoclear Rapid ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่แห้งตัวที่เร็ว และมีคุณภาพสูง โดยสามารถช่วยลดมลพิษที่ระเหยสู่ชั้นบรรยากาศ และช่วยลดอันตรายจากการสูดดมสารระเหยของผู้ใช้งานสีโดยตรง

เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำตลาดในเรื่องของสีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำ ด้วยการสร้างยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมการให้บริการอย่างมืออาชีพควบคู่ไปด้วย โดยเน้นที่การให้คำแนะนำ และการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร และการบริหารเพื่อเพิ่มผลผลิตในศูนย์บริการ/ศูนย์ซ่อมสี รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดให้มากยิ่งขึ้น” นายนริศ ศรีอุเทนชัย  กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล โค้ทติ้ง เทรดดิ้ง จำกัด ธุรกิจออโตโมทีฟและแอร์โรสเปซ (Automotive & Aerospace Coatings) กล่าวปิดท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

วิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจ

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า Sikkens Autowave นั้นใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรับ (Defensive Strategy) และชนะโดยไม่รบ (Win Without War)   ซึ่งมีการแถลงนโยบาย พร้อมเผยกลยุทธ์การตลาดในปี 2554 ซึ่งปีนี้ทาง Sikkens Autowave มุ่งมั่นทำการตลาดอย่างจริงจัง โดยยึดมั่นในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นที่การให้คำแนะนำ และการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร และการบริหารเพื่อเพิ่มผลผลิตในศูนย์บริการ/ศูนย์ซ่อมสี รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดให้มากยิ่งขึ้น

หลักการของกลยุทธ์เชิงรับ (Defensive Strategy) ที่ Sikkens Autowave ใช้นี้คือ CSR โดยใช้ Green Concept ซึ่งผลิตภัณฑ์เน้นเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมียังมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และประหยัดเวลา คือ Autosurfacer Rapid และ Autoclear Rapid ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่แห้งตัวที่เร็ว และมีคุณภาพสูง โดยสามารถช่วยลดมลพิษที่ระเหยสู่ชั้นบรรยากาศ และช่วยลดอันตรายจากการสูดดมสารระเหยของผู้ใช้งานสีโดยตรง

ในส่วนหลักการชนะโดยไม่รบ  (Win Without War) ที่ได้นำมาผสมผสานด้านกลยุทธ์นั้นใช้หลักการเลือกพันธมิตรที่สำคัญ (Strategy Alliance) โดยดึง 2 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ นายคาร์ล เอฟ. ออเพนบอร์น กรรมการและผู้จัดการบริษัท โตโยต้า ธนบุรี จำกัด และ นายวีระ อ่วมปราณี ผู้จัดการศูนย์บริการ บริษัท วี.กรุ๊ป ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด (สาขาแจ้งวัฒนะ) ร่วมแถลงข่าวเพื่อสนับสนุนธุรกิจสีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำนี้ของ Sikkens Autowave ที่มีความชำนาญในสีซ่อมรถยนต์ระบบน้ำค่อนข้างสูง

Current Issue Week 3  (Sat25-6-2011)

Wanitta Simchan ID.5220224063





กสท ลุยบรอดแบนด์เจาะกลุ่มครัวเรือน ตั้งเป้าสิ้นปีโกย8พันล้าน

9 07 2011

กสท เดินหน้าวาระบรอดแบนด์แห่งชาติ หวังเข้าถึงผู้ใช้ครัวเรือน ชูจุดแข็งระบบสัญญาณเสถียร มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย หลังขยายช่องสัญญาณแบนด์วิดท์รองรับผู้ใช้เพิ่ม  เชื่อเข้าถึงผู้ใช้ครัวเรือนอีก 40% ตั้งเป้าสิ้นปีโตอีก 8 พันล้านบาท

นายสมพล จันทร์ประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า  ที่ผ่านมา กสท ได้ใช้งบประมาณในการลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ไปราว 3 พันล้านบาท เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดย กสท ตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายภายใต้แบรนด์แคทไวไฟ (CAT WiFi) ให้ได้ 2 หมื่นจุดในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล และตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี จะสามารถขยายพื้นที่ให้บริการเป็น 8 หมื่นจุดทั่วประเทศเพื่อตอบสนองนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 80% ภายใน 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กสท มีรายได้จากกลุ่มบรอดแบนด์ 4 กลุ่มธุรกิจคือ กลุ่มบริการวงจรสื่อสารข้อมูล มีรายได้ 5,560 ล้านบาท กลุ่มบริการอินเทอร์เน็ต 1,220 ล้านบาท กลุ่มบริการธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มีรายได้ 111 ล้านบาท และกลุ่มบริการระบบรักษาความปลอดภัยระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ 189 ล้านบาท ซึ่งมีลูกค้าทั้งหมด 20,000 หมื่นราย แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าองค์กร 5 พันราย และลูกค้าทั่วไปอีก 1.5 หมื่นราย

ปัจจุบันผู้ให้บริการบรอดแบนด์ จะเน้นกลยุทธ์การตลาดด้านโปรโมชั่นราคา แต่สำหรับกสท แล้วจะเน้นคุณภาพบริการระบบสัญญาณที่มีความเสถียรภาพกว่าตลอดจนสามารถให้บริการครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้ทั่วถึง และยังนำเสนอรูปแบบบริการในราคาที่ลูกค้าพอใจจึงเชื่อว่าจะสามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้เพิ่มขึ้น” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าว

ธุรกิจบรอดแบนด์เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของ กสท คือ 7 พันล้านบาท ที่ โดยกสท มีลูกค้า 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าองค์กร เช่น หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา  สถาบันการเงิน อุตสาหกรรมการผลิต เป็นต้น และกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ

 

วิเคราะห์กลยุทธ์ธุรกิจ

            จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากสท.นั้นเน้นกลยุทธ์การตลาดด้านคุณภาพบริการระบบสัญญาณที่มีความเสถียรภาพกว่าตลอดจนสามารถให้บริการครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้ทั่วถึง ขณะที่ผู้ให้บริการบรอดแบนด์อื่นในตลาด จะเน้นกลยุทธ์การตลาดด้านโปรโมชั่นราคา นอกจากนี้ กสท.ยังนำเสนอรูปแบบบริการในราคาที่ลูกค้าพอใจเพื่อให้สามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้เพิ่มขึ้น การใช้กลยุทธ์นี้ถือเป็นการใช้กลยุทธ์เชิงรับ (Defendsive Strategies) ที่ใช้หลักการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้ มีผลิตภัณฑ์คือระบบสัญญาณที่ดีกว่าคู่แข่ง โดยไม่เลือกที่จะแข่งขันด้านราคาเหมือนคู่แข่งในตลาด

wanitta simchan

5220224063

Current Issue Week2  (Sat18-6-2011)





Issue 1 : ซีพี​เอฟปลูกป่าชาย​เลนต่อ​เนื่องจับมือ ม.ราม ขยายป่า 100 ​ไร่

8 07 2011

ชื่อ – นามสกุล :     จักรวาล คุณาวนิชย์                                 รหัส :     5220224209

Issue 1    :               ซีพี​เอฟปลูกป่าชาย​เลนต่อ​เนื่องจับมือ ม.ราม ขยายป่า 100 ​ไร่

………………………………………………………………………………………………

 

Industry :              ธุรกิจอาหาร

 

Strategy :               กลยุทธ์เชิงรับ ทำกิจกรรม CSR

 

Competitor :         สหฟาร์ม,เบต้าโกร

ประเด็นข่าว :   บริษัท ​เจริญ​โภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ​หรือซีพี​เอฟ ได้ดำเนินโครงการ”ซีพี​เอฟ ชวนคน​ไทย…ปลูกป่าชาย​เลน” อย่างต่อ​เนื่อง ​โดยมีจุดประสงค์​เพื่อมอบ​ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่ผืนป่า พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่ง​แวดล้อม​ให้​แก่​เยาวชน ล่าสุด​ได้ร่วมกับนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สิ่ง​แวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำ​แหง ดำ​เนิน​การปลูกป่าชาย​เลน ​ในพื้นที่ปากคลองหนองบัว หมู่ที่ 5 ตำบลบางสระ​เก้า อำ​เภอ​แหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ​ซึ่ง​เป็นผืนป่าที่มี​การปลูกอย่างต่อ​เนื่อง​เป็นปีที่ 4 สามารถ​เพิ่มพื้นที่ป่าชาย​เลน​ได้​แล้วรวม 100 ​ไร่

Advantage :           ปัญหาโลกร้อนและทรัพยากรป่าไม้เป็นปัญหาที่สำคัญมากในปัจจุบัน การเข้ามาให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ เป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่ในสถานการณ์ทั้งของโลกและของประเทศไทย ถ้าทำด้วยความจริงจังโดยการร่วมมือกับทุก ๆ ฝ่าย จะทำให้ปัญหาลดความรุนแรงลงไปได้

Analysis :               การทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม หรือการทำ CSR นี้จะช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท  แล้วยังช่วยให้ชุมชนเหล่านั้นรู้จักบริษัทดีมากยิ่งขึ้น พนักงานในองค์กรก็จะมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในองค์กรที่คำนึงถึงสังคม ไม่ได้คิดถึงแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว

 

Rating  :                 P1 = positive

ซีพีเอฟปลูกป่าชายเลนต่อเนื่องจับมือ ม.ราม ขยายป่า 100 ไร่

 จากหนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง — พฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2554

นายรณชัย ​โตอนันต์ รองกรรม​การ​ผู้จัด​การอาวุ​โส บริษัท ​เจริญ​โภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ​หรือซีพี​เอฟ ​ในฐานะประธานคณะ​ทำงานด้าน​ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) กลุ่มธุรกิจ​เกษตรอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ ​เปิด​เผยว่า บริษัท​ได้ดำ​เนิน​โครง​การ “ซีพี​เอฟ ชวนคน​ไทย…ปลูกป่าชาย​เลน” อย่างต่อ​เนื่อง ​โดยมีจุดประสงค์​เพื่อมอบ​ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่ผืนป่า พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่ง​แวดล้อม​ให้​แก่​เยาวชน ล่าสุด​ได้ร่วมกับนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สิ่ง​แวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำ​แหง ดำ​เนิน​การปลูกป่าชาย​เลน ​ในพื้นที่ปากคลองหนองบัว หมู่ที่ 5 ตำบลบางสระ​เก้า อำ​เภอ​แหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ​ซึ่ง​เป็นผืนป่าที่มี​การปลูกอย่างต่อ​เนื่อง​เป็นปีที่ 4 สามารถ​เพิ่มพื้นที่ป่าชาย​เลน​ได้​แล้วรวม 100 ​ไร่

“​การปลูกป่าชาย​เลน​เป็นหนึ่ง​ในกิจกรรมตอบ​แทนคุณ​แผ่นดิน ที่ซีพี​เอฟดำ​เนิน​การร่วมกับชุมชน องค์กรภาครัฐ-​เอกชน สถาบัน​การศึกษา ฯลฯ มาอย่างต่อ​เนื่องตั้ง​แต่ปี 2536 จาก​เดิมที่​เคยปลูก​ในหลายพื้นที่ ต่อมามี​การกำหนดหลัก​เกณฑ์​การ​ให้​การสนับสนุน​การปลูกป่าชาย​เลน​ใหม่ ​โดย​เน้น​การปลูกป่าที่​เป็น​โครง​การต่อ​เนื่อง​ในป่าพื้นที่​เดียวกัน ภาย​ใต้ระยะ​เวลา 5-10 ปี ​เพื่อ​ให้​เกิดผืนป่าชาย​เลนที่มี​ความอุดมสมบูรณ์ รวม​ถึง​การสร้างศักยภาพ​ความ​เข้ม​แข็ง​ให้กับชุมชน ​เพื่อยังประ​โยชน์​ใน​การอนุรักษ์ผืนป่า​ให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน” นายรณขัย กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.จารุทัศน์ สันติสิริสมบูรณ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่ง​แวดล้อม อาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่ง​แวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำ​แหง กล่าวว่า ภาควิชาฯ ​ได้ดำ​เนิน​โครง​การปลูกป่า​ทั้งป่าบก​และป่าชาย​เลนมากว่า 10 ปี​แล้ว ​โดยมี​เป้าหมายต้อง​การปลูกจิตสำนึกด้านอนุรักษ์สิ่ง​แวดล้อม​ให้กับนัก ศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่​เพิ่ง​เข้ามา​ใหม่ ​แม้​การปลูกป่าชาย​เลน​ในช่วงปี​แรกๆ จะประสบปัญหามาก​เพราะ​ไม่มีประสบ​การณ์ ​ทั้ง​เรื่องวิธีปลูก ​เรื่องพื้นที่ที่จะปลูก ฯลฯ ​แต่นักศึกษา​ก็มี​ความพยายาม ศึกษา​เรียนรู้ ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น ​ทำ​ให้ทุกวันนี้​เกิดประสิทธิภาพ​ใน​การปลูกป่า​ให้รอด​ให้​เติบ​โต​ได้ดี ขึ้นมาก ขณะ​เดียวกัน​ก็นับ​เป็น​เรื่องน่ายินดีที่มีภาค​เอกชนอย่างซีพี​เอฟ​เห็น​ ความสำคัญของ​การปลูกป่าอย่างจริงจัง ​และ​เข้ามา สนับสนุนอย่างต่อ​เนื่อง

ส่วนนายสมนึก สุขสมัย นายก อบต.บางสระ​เก้า ​เปิด​เผยว่า ชาวชุมชนบางสระ​เก้าสัมผัส​ได้​ถึง​ความ​เอาจริง​เอาจัง​และตั้ง​ใจ​ใน​การ อนุรักษ์ป่าชาย​เลนของทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ​ทำ​ให้ทุกคนที่นี่​เกิด​ความรู้สึกมีส่วนร่วม​และพร้อมจะปกป้องผืนป่า​ให้​ เติบ​โตอย่างยั่งยืนต่อ​ไป ​ในฐานะคน​ในพื้นที่​จึงถือ​เป็นหน้าที่หลักที่จะต้องดู​แลรักษา​และซ่อม​ แซมป่า​เมื่อมี​โอกาส ​ให้สมกับ​ความปรารถนาดีของทุกภาคส่วนที่มาปลูกป่า​ในชุมชน​แห่งนี้ ​เพื่อช่วยลดภาวะ​โลกร้อน​ให้​ได้มากที่สุด​เท่าที่จะ​ทำ​ได้





“เฟเบอร์-คาสเทลล์”..250 ปีของผู้ไม่เบียดเบียนโลก

3 07 2011

ชื่อ – นามสกุล :   นางสาววรมน อูรณการ                       รหัส :      5220224215

Issue 2   :               “เฟเบอร์-คาสเทลล์”..250 ปีของผู้ไม่เบียดเบียนโลก

Industry :            ธุรกิจเครื่องเขียน

Strategy :           กลยุทธ์เชิงรับ  โดยใช้กลยุทธ์ CSR

Competitor :       สินค้านำเข้าจากประเทศจีน

ประเด็นข่าว :       ผู้จัดการแผนกอุปโภค-บริโภค บริษัทดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดูแลสินค้าเครื่องเขียนนำเข้า แบรนด์ “เฟเบอร์-คาสเทลล์” ในประเทศไทย กล่าวว่า “หากนำแท่งดินสอของเฟเบอร์-คาสเทลล์ มาต่อกัน คงยาวไปถึงดวงจันทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความยืนยาวในการดำเนินธุรกิจมานานถึง 250 ปี” ทว่าเป็น 250 ปีที่ไม่เบียดเบียนโลก แม้กระบวนการผลิตดินสดจะต้องใช้ต้นไม้เยอะมาก ก็ตาม แต่พวกเขาเลือกที่จะ “ปลูกป่า” เพื่อนำไม้มาผลิตเป็นดินสอทุกแท่ง นอกจากจะทำให้มีวัตถุดิบมาผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่องแล้ว สำคัญกว่านั้นคือ…การประกาศตัวเองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

Advantage :          แบรนด์ “เฟเบอร์-คาสเทลล์” มีมายาวนานถึง 250 ปี ซึ่งเริ่มจากการผลิตดินสอคุณภาพสูง ก่อนจะพัฒนาตัวเองด้วยการขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องเขียนคุณภาพรายหนึ่งของโลก และได้รับการรับรองจากสถาบัน FSC (Forest Stewardship Council) ว่า ใช้ไม้จากการปลูกป่าแบบยั่งยืน เป็นการช่วยรักษาความเป็นผืนป่า และช่วยให้สัตว์ป่าหลากหลายชนิดมีที่อยู่อย่างถาวรและมีจำนวนมากขึ้นในอนาคต”

Analysis :           จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของ เฟเบอร์-คาสเทลล์ พิสูจน์ให้เห็นถึงการปฏิบัติตามปรัชญาและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่มุ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและผู้บริโภค ซึ่งสามารถสร้างการยอมรับให้กับสังคมทั่วโลกได้ สำหรับในประเทศไทยจะต้องมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้และเข้าใจให้กับผู้บริโภคถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพและปลอดภัยของสินค้า และกระบวนการดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะต้นทุนของ เฟเบอร์-คาสเทลล์ ค่อนข้างสูงกว่าคู่แข่ง จากการปลูกป่า ดูแลสิ่งแวดล้อม

“เฟเบอร์-คาสเทลล์”..250 ปีของผู้ไม่เบียดเบียนโลก

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์  วันที่ 30 มิถุนายน 2554 01:00 น.

 

“เฟเบอร์-คาสเทลล์”เครื่องเขียนสายพันธุ์ เยอรมนี อยู่ในธุรกิจมานานถึง250ปี โดยยึดแนวทาง ไม่เบียดเบียนโลก-สิ่งแวดล้อม-รับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“หากนำแท่งดินสอของเฟเบอร์-คาสเทลล์ มาต่อกัน คงยาวไปถึงดวงจันทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความยืนยาวในการดำเนินธุรกิจมานานถึง 250 ปี” ทว่าเป็น 250 ปีที่ไม่เบียดเบียนโลก แม้กระบวนการผลิตดินสดจะต้องใช้ต้นไม้เยอะมาก ก็ตาม แต่พวกเขาเลือกที่จะ “ปลูกป่า” เพื่อนำไม้มาผลิตเป็นดินสอทุกแท่ง นอกจากจะทำให้มีวัตถุดิบมาผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่องแล้ว สำคัญกว่านั้นคือ…การประกาศตัวเองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นี่คือบทสนทนาระหว่างกรุงเทพธุรกิจBizweek กับ “ชูเกียรติ  โตกมลธรรม” ผู้จัดการแผนกอุปโภค-บริโภค บริษัทดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดูแลสินค้าเครื่องเขียนนำเข้า แบรนด์ “เฟเบอร์-คาสเทลล์” ในประเทศไทย ร่วมแบ่งปัน “สูตรยั่งยืน” ของธุรกิจสายพันธุ์เยอรมนีแห่งนี้ ที่ผลิตดินสอและสีไม้ป้อนโลกถึง  2,000 ล้านแท่งต่อปี

เป็นโรงงานดินสอที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก !

ธุรกิจอมตะ เฟเบอร์-คาสเทลล์ ตั้งต้นกิจการของพวกเขาในปี 1761 ด้วยการผลิตดินสอคุณภาพสูง ก่อนจะพัฒนาตัวเองด้วยการขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องเขียนคุณภาพรายหนึ่งของโลก

แนวคิดสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินไปสู่ความยั่งยืน หลอมรวมเป็นปรัชญาและวิสัยทัศน์ขององค์กร นั่นคือ การใส่ใจกับ “สังคมและสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่กระบวนการเลือกใช้วัตถุดิบ ด้วยการปลูกป่าอย่างมีระบบ และปลูกป่าทดแทนหลังตัดไม้เพื่อนำไปใช้ในการผลิตแล้ว

“เฟเบอร์-คาสเทลล์ ได้รับการรับรองจากสถาบัน FSC (Forest Stewardship Council) ว่า ใช้ไม้จากการปลูกป่าแบบยั่งยืน เป็นการช่วยรักษาความเป็นผืนป่า และช่วยให้สัตว์ป่าหลากหลายชนิดมีที่อยู่อย่างถาวรและมีจำนวนมากขึ้นในอนาคต”

ชูเกียรติ บอกเราว่า วิธีคิดของ เฟเบอร์-คาสเทลล์ เป็นการมองธุรกิจในระยะยาว เพราะถ้ายังคงใช้ไม้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการบริหารจัดการที่ดี วันหนึ่งไม้ที่มีก็คงต้องหมดไป ไม่เพียงโลกที่เดือด “ร้อน” แต่ธุรกิจของพวกเขาก็จะ “เดือดร้อน” ไปด้วย” วิธีคิดเพื่อสร้างกิจการไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเป็นการตอบโจทย์ความยั่งยืนทั้งต่อ “สังคม และ ธุรกิจ”

นอกจากนี้ การผลิตสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็น “เด็ก” ยังเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของเฟเบอร์-คาสเทลล์ ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตและสุขภาพของผู้ใช้ ด้วยการผลิตสินค้าที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่นเดียวกับการมาถึงของ “ยางลบปลอดสารพิษ” ใครจะคิดว่าเครื่องเขียนใกล้ตัวอย่างยางลบ จะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

เฟเบอร์-คาสเทลล์ เริ่มผลิตยางลบตั้งแต่ปี 1980 ปริมาณยางลบที่ผลิตออกมาในแต่ละปีที่มีจำนวนมากถึง 500 ล้านชิ้นต่อปี จนมาต้นศตวรรษที่ 21 ผู้คนเริ่มกังวลต่อการใช้สาร “ทาเลท” (Phthalate) ในการผลิตยางลบ เพราะหากได้รับสารนี้ในปริมาณที่มากเกินไป จะมีโอกาสเสี่ยงทำให้เกิดความผิดปกติของฮอร์โมน จนอาจจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงออกกฎหมายมาควบคุมผู้ผลิตสินค้า ทำให้เฟเบอร์-คาสเทลล์ จึงเริ่มจากลดการใช้สารทาเลทในการผลิตยางลบพีวีซี ก่อนจะสามารถผลิตยางลบปลอดสารทาเลทออกสู่ตลาดได้สำเร็จ

 

กลับมาที่ประเทศไทยปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใดออกมาบังคับใช้ในเรื่องนี้ ผู้ประกอบการจึงย่ามใจในการผลิต ยิ่งการแข่งขันในธุรกิจรุนแรงขึ้นเท่าไหร่ เรื่องของคุณภาพและปลอดภัย ก็มักจะถูกมองข้ามมากขึ้นเท่านั้น เพราะมันหมายถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

“การที่เขาเลือกพัฒนาเรื่องคุณภาพสินค้า ผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม และมีกระบวนการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้ต้นทุนของ เฟเบอร์-คาสเทลล์ ค่อนข้างสูงกว่าคู่แข่ง ลูกค้าจึงอาจต้องจ่ายแพงขึ้น 10-20% แต่ที่จ่ายแพงขึ้นนั้น มันคือการดูแลสิ่งแวดล้อม ได้ช่วยกันปลูกป่า ได้สินค้าที่ปลอดภัยมาใช้ แล้วผู้บริโภคจะยอมจ่ายเพื่อสิ่งนี้ได้หรือไม่

คำถามที่เขายอมรับว่า เป็นเรื่องยากสำหรับตลาดในประเทศไทย ที่จะยอมจ่ายแพงกว่า เพราะผู้บริโภคยังคงมองไม่เห็นความสำคัญของมากเท่าเรื่องราคา จึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาในการเดินหน้าสร้างการรับรู้และเข้าใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะการทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก เพื่อปลูกฝังความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ เช่น โครงการประกวดวาดภาพระบายสี ร่วมกับองค์การสวนสัตว์ (เขาดิน) และสวนสัตว์ทั่วประเทศต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนดูแลรักษาสัตว์ป่าและต้นไม้

การทำธุรกิจโดยมีผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างของเฟเบอร์-คาสเทลล์ ที่ไม่เพียงเน้นขายสินค้าให้ได้มากชิ้น แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานที่ “คุ้มค่า” พูดง่ายๆ คือ “ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค” เช่น อุปกรณ์ต่อสีเมื่อวันที่แท่งสีหดสั้นลง เพื่อให้สามารถใช้สีไม้ได้จนเสี้ยวสุดท้าย การออกแบบดินสอสีให้จับถนัด ใช้งานได้สะดวก และยาวนาน ทั้งหมดคือการดีไซน์เพื่อ “ผู้บริโภค”

ชูเกียรติ ยังสรุปความสำเร็จของธุรกิจ เฟเบอร์-คาสเทลล์ ในวันนี้ เป็นคำสั้นๆ ว่า…“ทำความจริง”

เมื่อประกาศว่าสินค้าปลอดภัย นั่นหมายความว่าสินค้าต้องปลอดภัยสูงสุดจริงๆ

เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ผู้บริหารเฟเบอร์-คาสเทลล์ เดินทางมาประเทศไทยว่า ผู้บริหารท่านนั้นได้พิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าด้วยการกินสีให้ดู

“ผมมองว่าความจริงต่างหาก ที่เป็นคำตอบ สู่ความยั่งยืนของเฟเบอร์-คาสเทลล์ เพราะเมื่อไรที่เขาพูดว่าสินค้าปลอดภัย ก็ต้องกล้าพิสูจน์ว่ามันปลอดภัยจริงๆ เมื่อบอกว่าสินค้ารักษ์โลก ก็ลงมือทำจริง ช่วยกันดูแลโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญ และเป็นจุดแข็งที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสม”

สำหรับธุรกิจไทย เขาบอกว่ามีโอกาสที่จะดำเนินกิจการให้ยั่งยืนเหมือน เฟเบอร์-คาสเทลล์ ได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่น้อยแค่ไหน เพราะปัจจุบันองค์กรต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกับการดูแลโลกและสิ่งแวดล้อม

ขอเพียงทำองค์กรให้แข็งแกร่ง มองการตอบแทนสู่สังคมเป็นหัวใจ “พูดจริง-ทำจริง” เท่านี้ ก็จะกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตยั่งยืน 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/csr/20110630/396799/เฟเบอร์-คาสเทลล์..250-ปีของผู้ไม่เบียดเบียนโลก.html





สตีเบลตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 1

2 07 2011

 NAME : สุคนธ์ทิพย์ เสาวคนธ์                                          ID :  5220224187 (FLEXIBLE 18)

 ISSUE NO. : 1                                                                      DATE ISSUE : Week 4       

 INDUSTRY : ธุรกิจเครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน    RATING : P2 = POWERFUL

 DATE NEWS : 21 มิถุนายน 2554                                       SOURCE : www. thanonline.com

 TOPIC :  สตีเบลตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 1

 STRATEGY : กลยุทธ์เชิงรับ โดยใช้การสร้างแบรนด์ ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) สร้างให้เกิด Top of Mind ของแบรนด์ เพิ่มความหลากหลายของสินค้า เพิ่มงบประมาณในการทำกิจกรรมทางการตลาด และขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ( Defensive Strategy )

 ประเด็นข่าว

 สตีเบล ฟุ้ง 5 เดือนแรก ดันยอดขายโตกว่า 11% ย้ำตำแหน่งผู้นำยอดขายที่ครองแชร์เป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 34% มั่นใจถึงสิ้นปียอดขายขยับเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20% พร้อมเดินหน้าสร้างแบรนด์ ดัน Top of Mind ขึ้นอันดับ 3 สอดรับยอดขายอันดับหนึ่ง ด้วยงบกว่า 60 ล้าน
ADVANTAGE

 

บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเชีย จำกัด ผู้ผลิตเครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน เป็นผู้นำตลาดเบอร์1 คาดว่าถึงสิ้นปีจะเติบโตอย่างน้อย 20% เนื่องจากมองว่า เมื่อถึงไฮซีซัน คือช่วงสิงหาคม-กันยายน ซึ่งจะมีสินค้ารุ่นใหม่ออกทำตลาด ปีนี้สตีเบลยังมีแผนสร้างแบรนด์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะบุกตลาดเอเชียมากขึ้น จากแนวโน้มศักยภาพทางการตลาดที่ดี โดยมีไทยเป็นฮับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ และจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จะทำให้ไม่มีภาษี ในประเทศอาเซียนและจีน

 ANALYSIS

สตีเบลได้นำกลยุทธ์เชิงรับมาใช้ โดยปีนี้มีแผนสร้างแบรนด์เพิ่มมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) สร้างให้เกิด Top of Mind ของแบรนด์ จากงบการตลาดในปีนี้กว่า 60 ล้านบาท บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ผ่านสื่อทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน วิทยุ รวมไปถึงสื่อบนรถไฟฟ้าบีทีเอส บิลบอร์ด การทำอีเวนต์ และการประชาสัมพันธ์ โดยตั้งเป้าที่จะขยับ Top of Mind ของแบรนด์ ขึ้นเป็นอันดับ 3 ภายในปีนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเบอร์ 1 มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 34% และคาดว่าถึงสิ้นปีจะเติบโตอย่างน้อย 20% เนื่องจากมองว่า เมื่อถึงไฮซีซัน คือช่วงสิงหาคม-กันยายน ซึ่งจะมีสินค้ารุ่นใหม่ออกทำตลาด คาดว่าจะสามารถทำให้ยอดขายของสตีเบลเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจะเพิ่มไลน์ผลิตในกลุ่มสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะบุกตลาดเอเชียมากขึ้น จากแนวโน้มศักยภาพทางการตลาดที่ดี โดยมีไทยเป็นฮับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ และจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จะทำให้ไม่มีภาษี ในประเทศอาเซียนและจีน ส่งผลดีต่อการทำตลาดของสตีเบล เอลทรอนที่มีแผนบุกตลาดอาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

COMPETITORS      SHARP, PANASONIC, TOSHIBA, SANYO

 RATING  : P1 = POSITIVE , P2 = POWERFUL ,N1 = NEUTRAL ,N2 = NEGATIVE

สตีเบลตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 1

สตีเบล ฟุ้ง 5 เดือนแรก ดันยอดขายโตกว่า 11% ย้ำตำแหน่งผู้นำยอดขายที่ครองแชร์เป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 34% มั่นใจถึงสิ้นปียอดขายขยับเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20% พร้อมเดินหน้าสร้างแบรนด์ ดัน Top of Mind ขึ้นอันดับ 3 สอดรับยอดขายอันดับหนึ่ง ด้วยงบกว่า 60 ล้าน
             นายโรลันด์ เฮิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายของเครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อนของบริษัท 5 เดือนที่ผ่านมา ดีมาก ยอดขายเติบโตแล้ว 11% มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 34% เป็นผู้นำตลาดเบอร์ 1 และคาดว่าถึงสิ้นปีจะเติบโตอย่างน้อย 20% เนื่องจากมองว่า 5 เดือนแรก ที่ยังไม่ถึงไฮซีซันของการทำตลาดเครื่องทำน้ำอุ่น ยอดขายยังมีการเติบโต เมื่อถึงไฮซีซัน คือช่วงสิงหาคม-กันยายน ซึ่งจะมีสินค้ารุ่นใหม่ออกทำตลาด คาดว่าจะสามารถทำให้ยอดขายของสตีเบลเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนตัวเลขมูลค่าตลาดรวมเครื่องทำน้ำอุ่น ยังไม่มีการรวบรวมตัวเลขที่แท้จริงว่ามีมูลค่าประมาณเท่าไร
              ปีนี้สตีเบลยังมีแผนสร้างแบรนด์เพิ่มมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) สร้างให้เกิด Top of Mind ของแบรนด์ เนื่องจากบริษัทได้มีการสำรวจและพบว่า Top of Mind ของแบรนด์ อยู่ในอันดับที่ 4-5 ขณะที่ยอดขายของสตีเบล เป็นอันดับ 1 ของตลาด จากงบการตลาดในปีนี้กว่า 60 ล้านบาท บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ผ่านสื่อทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน วิทยุ รวมไปถึงสื่อบนรถไฟฟ้าบีทีเอส บิลบอร์ด การทำอีเวนต์ และการประชาสัมพันธ์ โดยตั้งเป้าที่จะขยับ Top of Mind ของแบรนด์ ขึ้นเป็นอันดับ 3 ภายในปีนี้ “เรามีการสำรวจว่าแบรนด์สตีเบล เป็นที่รู้จัก และจดจำได้มากน้อยแค่ไหน จากการสำรวจทำให้เราทราบว่า แบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์เกาหลี เป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ในขณะที่แบรนด์เกาหลีบางแบรนด์ เป็นที่รู้จัก ในตลาดของเครื่องทำน้ำอุ่น ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ผลิตเครื่องทำน้ำอุ่นขาย” นายเฮินกล่าว
            ส่วนสินค้าใหม่ที่จะนำมาทำตลาดในปีนี้ จะมีด้วยกัน 2 รุ่น คือ รุ่นแอร์โรเจท เทคโนโลยี ที่เน้นดีไซน์สวย บาง สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 40% ซึ่งจะวางตลาดในเดือนกันยายนนี้ และอีก 1 รุ่น คือ Love ยกกำลัง 2 ที่จะมีทั้งเครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องทำน้ำร้อน และมี Shower Rain จัดขายเป็นแพ็ก วางตลาดประมาณสิงหาคมนี้ โดยทั้ง 2 รุ่นจะเน้นเจาะตลาดผู้บริโภคต้องการเครื่องทำน้ำอุ่นและน้ำร้อนเครื่องใหม่ หรือต้องการซื้อไปติดตั้งเพิ่ม
         สำหรับโรงงานที่ก่อตั้งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่อยุธยา ปีนี้จะเพิ่มไลน์ผลิตในกลุ่มสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากเครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน ยังมีเครื่องกรองน้ำ ซึ่งสตีเบล เอลทรอนนำเข้ามาทำตลาดตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว  และขณะนี้มีส่วนแบ่งในตลาดเครื่องกรองน้ำประมาณ 7% นอกจากนี้ ยังมีฮีตปั๊ม ซึ่งใช้ในโครงการขนาดใหญ่  สำหรับโรงงานแห่งนี้ ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยประมาณ 60% และ 40% ส่งออกไปยังประเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ พม่า กัมพูชา นอกจากนี้ สตีเบลยังมีโรงงานที่ประเทศจีน ผลิตฮีตเตอร์ เพียงอย่างเดียว
        ด้านนายอุลริช สตีเบล ผู้ก่อตั้ง และนายรูด๊อฟ ซอนเนมันน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สตีเบล เอลทรอน กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะบุกตลาดเอเชียมากขึ้น จากแนวโน้มศักยภาพทางการตลาดที่ดี โดยมีไทยเป็นฮับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ จากแผนการตลาดของสตีเบลในประเทศไทย จะใช้เป็นแนวทางในการบุกตลาดประเทศอื่นๆ ด้วย โดยประเทศที่มีศักยภาพที่ดีในการขยายตัว ได้แก่ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ซึ่งสตีเบลมีแผนจะนำฮีตปั๊มเป็นสินค้าที่ใช้ในการบุกตลาดเหล่านี้มากขึ้น   สตีเบล เอลทรอน ได้เข้าไปทำตลาดใน 140 ประเทศทั่วโลก โดยมีการจัดตั้งบริษัทเข้าไปบริหารตลาดในประเทศต่างๆ 15 บริษัท ปีนี้ ยังมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศ บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย และอเมริกาเหนือ โดยปัจจุบันสัดส่วนของขายของสตีเบล เอลทรอน ทั่วโลก แบ่งเป็น เยอรมนี 60% ยุโรปตะวันตก ประมาณ 20% ยุโรปตะวันออก 10% และเอเชียประมาณ 10%
          นายเฮิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ไทยเป็นฮับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จะส่งผลดีนอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางสำหรับภูมิภาคนี้แล้ว จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จะทำให้ไม่มีภาษี ในประเทศอาเซียนและจีน ส่งผลดีต่อการทำตลาดของสตีเบล เอลทรอน ที่มีแผนบุกตลาดอาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ที่มา :  www.thanonline.com โดย : ธุรกิจการตลาด Marketing วันที่ 21 มิถุนายน 2554

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=71905:1&catid=107:2009-02-08-11-34-25&Itemid=456





โอกิลวี่วัน’ เกาะเทรนด์ผู้บริโภค ส่งเครื่องมือใหม่รับการทำตลาดดิจิตอล

2 07 2011

Strategy: กลยุทธ์เชิงรับ (Defensive)          2.3 “CRM”

ชื่อ – นามสกุล:       นางสาวมณฑา  มากมี                            รหัส :      5220224154

Issue 1   :                       “โอกิลวี่วัน’ เกาะเทรนด์ผู้บริโภค ส่งเครื่องมือใหม่รับการทำตลาดดิจิตอล”

Date :                      Week 4 July1’2011

 Industry :              ธุรกิจประเภทดูแลงานด้านโฆษณา

 Strategy :             กลยุทธ์เชิง(Defensive)  2.3 “CRM” (Customer Relation Management)      

Competitor :         บริษัทงานด้านโฆษณาทั่วไป 

ประเด็นข่าว :         โอกิลวี่วัน เวิลด์วายด์” เห็นเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สร้างเครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า “ปลดล็อคมูลค่าสูงสุดในตัวลูกค้า” (Unlocking Full Customer Value) ช่วยเจ้าของสินค้าค้นหาช่องทางใหม่ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โชว์ผลงานที่สำเร็จจากเครื่องมือใหม่ อย่าง แคมเปญ Happiness of Caring ของแอลพีเอ็น หรือแคมเปญ Pond’s Flawless White ของพอนด์ ชี้เทรนด์การใช้สื่อดิจิตอลมีสัดส่วนเป็น 60% ขณะที่ CRM เหลือเพียง 40%       

 Advantage:            ในงานด้านโฆษณาการเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคโดยมองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลักเพื่อที่จะสามารถสร้างโอกาสและดึงมูลค่าสูงสุดในตัวลูกค้าออกมาให้ได้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผู้บริโภคส่วนมากบริโภคข้อมูลและข่าวสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อคนอื่น จากเดิมที่แบรนด์หรือเจ้าของสินค้าจะเป็นผู้ให้และควบคุมข้อมูล แต่ปัจจุบันผู้บริโภคกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลสูงทั้งในด้านการแบ่งปันและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการหรือแบรนด์ โดยเน้นการสร้างสรรค์และประสิทธิภาพ

Analysis :               การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคและให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรกนั้นเป็นการมุ่งดำเนินงานทางCRM(Customer Relation Management) ซึ่งเครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า “ปลดล็อคมูลค่าสูงสุดในตัวลูกค้า” (Unlocking Full Customer Value) โดยสร้างโอกาสและดึงมูลค่าสูงสุดในตัวลูกค้าออกมาช่วยให้เจ้าของสินค้าค้นหาว่ามีช่องทางใหม่ๆ หรือช่องทางใดบ้างที่จะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดีึ่งการสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตเป็นตัวที่รวดเร็ว เป็นการให้ และรับข้อมูล โดยที่ลูกค้ามีส่วนร่วมในการแสดงตัวตนของตัวเอง และฉลาดในการเลือกรับสิ่งมีคุณค่าของตัวเองทำให้เน้นความเป็นCRM ของบริษัทมากขึ้น      

Rating  :                 P1 = Positive  

 โอกิลวี่วัน’ เกาะเทรนด์ผู้บริโภค ส่งเครื่องมือใหม่รับการทำตลาดดิจิตอล

 “โอกิลวี่วัน เวิลด์วายด์” เห็นเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สร้างเครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า “ปลดล็อคมูลค่าสูงสุดในตัวลูกค้า” (Unlocking Full Customer Value) ช่วยเจ้าของสินค้าค้นหาช่องทางใหม่ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โชว์ผลงานที่สำเร็จจากเครื่องมือใหม่ อย่าง แคมเปญ Happiness of Caring ของแอลพีเอ็น หรือแคมเปญ Pond’s Flawless White ของพอนด์ ชี้เทรนด์การใช้สื่อดิจิตอลมีสัดส่วนเป็น 60% ขณะที่ CRM เหลือเพียง 40%       
       มัวรีน ตัน การ์ลิงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่วัน เวิลด์วายด์ กรุงเทพฯ กล่าวว่า การจะประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจวันนี้มีความท้าทายสูง เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนที่ผู้บริโภคเป็นเพียงผู้รับข้อมูลข่าวสาร       
       แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผู้บริโภคเป็นผู้ควบคุมเนื้อหาข้อมูลและข่าวสารมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภคใช้เวลากับการเล่นอินเตอร์เน็ตมากขึ้นจากเดิมแค่ 3-4 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันเป็น 8 ชั่วโมงทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อคนอื่น จากเดิมที่แบรนด์หรือเจ้าของสินค้าจะเป็นผู้ให้และควบคุมข้อมูล แต่ปัจจุบันผู้บริโภคกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลสูงทั้งในด้านการแบ่งปันและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการหรือแบรนด์       
       ดังนั้น ทุกครั้งโอกิลวี่จะบอกกับลูกค้าให้ดูพฤติกรรมของผู้บริโภคก่อน ซึ่งเครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า “ปลดล็อคมูลค่าสูงสุดในตัวลูกค้า” (Unlocking Full Customer Value) เป็นเครื่องมือใหม่ล่าสุดของโอกิลวี่ที่จะช่วยให้เจ้าของสินค้าค้นหาว่ามีช่องทางใหม่ๆ หรือช่องทางใดบ้างที่จะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดี       
        โดยเครื่องมือนี้จะช่วยให้เห็นได้ว่าในแต่ละนาทีของชีวิตผู้บริโภค พวกเขามีโอกาสใช้สื่อหรือเข้าถึงสื่อใดบ้าง ซึ่งจะสร้างประสบการณ์หรือความประทับใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ       
        ดังนั้น เจ้าของสินค้าจึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดกิจกรรมที่จะทำให้ผู้บริโภคได้ใกล้ชิด และมีประสบการณ์ที่ดีกับสินค้าและบริการของตน เพื่อที่ผู้บริโภคนั้จะได้กลายเป็นกระบอกเสียงที่เผยแพร่ข้อมูล ประสบการณ์หรือความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าหรือบริการเหล่านั้นต่อไป       
        นอกจากนี้ กระบวนการนี้ยังจะสร้างพลังในการสื่อสารและให้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่ในเครือค่ายเพื่อนฝูงของผู้บริโภคนั้นๆ       
               “ปัจจุบันการใช้อินเตอร์เน็ตและการใช้สื่อดิจิตอลเป็นเรื่องง่าย ใครๆ ก็ใช้ทั่วไป การจะสร้างความสำเร็จในโลกดิจิตอลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าถึงสื่อดิจิตอลหรือไม่ แต่เป๊นเรื่องของไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และเนื้อหาข้อมูลที่โดนใจผู้บริโภค เราต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้สื่อเหล่านี้ และกำหนดกลยุทธ์ที่จะทำให้เรามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค กลยุทธ์และกิจกรรมที่เราทำจะต้องมีความโดดเด่นใน 2 ด้านพร้อมกัน คือ การสร้างสรรค์และประสิทธิภาพ จึงจะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ในยุคนี้ ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าโอกิลวี่วันเข้าใจ เข้าถึง และสร้างความสำเร็จได้จริง”       
        ตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้เครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า “ปลดล็อคมูลค่าสูงสุดในตัวลูกค้า” เช่น แคมเปญ Happiness of Caring ที่โอกิลวี่วันจัดทำให้สำหรับแอลพีเอ็น ซึ่งแคมเปญดังกล่าวทำให้เกิดพลังแห่งการแบ่งปันจากลูกค้ากลุ่มเพื่อนถึง 98% หรือแคมเปญ Pond’s Flawless White ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเช่นกัน       
        นอกจากนี้ แคมเปญการสื่อสารบนสื่อดิจิตอลสำหรับเนส์เล่แบรนด์นมตราหนี้จากเดิมที่มีสมาชิกแค่ 5,000 คน ปัจจุบันยอดสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 คน และยังได้รับรางวัล Best Digital Communication ในประเทศไทยประจำปี 2554 ซึ่งเป็นรางวัลการสื่อสารยอดเยี่ยมภายในองค์กรของเนสท์เล่ด้วย       
       อย่างไรก็ดี ปัจจุบันลูกค้าหันมาใช้การทำตลาดด้านดิจิตอลมากถึง 60% ขณะที่ CRM เหลือเพียง 40%

โดย ผู้จัดการ360o รายสัปดาห์ >> การตลาด<< 30 มิถุนายน 2554








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.