“สมิติเวช”สร้างจุดต่างชิงลูกค้าใหม่ เพิ่มบริการศัลยกรรมความงาม-ลุยตลาดผู้สูงอายุ

18 09 2011

NAME : สุคนธ์ทิพย์ เสาวคนธ์                                          ID :  5220224187 (FLEXIBLE 18)

 ISSUE NO. : 2                                                                      DATE ISSUE : Week 13       

 INDUSTRY : ธุรกิจโรงพยาบาล                                          RATING : P1 = POSITIVE

 DATE NEWS : 17 กันยายน 2554                                       SOURCE : http://www.prachachat.net

TOPIC :  “สมิติเวช”สร้างจุดต่างชิงลูกค้าใหม่ เพิ่มบริการศัลยกรรมความงาม-ลุยตลาดผู้สูงอายุ

STRATEGY : Offensive By Direct Attrack vs Innovation

 ประเด็นข่าว

“สมิติเวช” มุ่งสร้างความต่าง เดินหน้าเพิ่มบริการใหม่ “ความงาม- สปอร์ตเมดิซีน” ชูนวัตกรรมใหม่เป็นหัวหอก เล็งเปิดบริการใหม่จับกลุ่มคนสูงอายุรับเทรนด์ พร้อมงัดกลยุทธ์ ทางการตลาดครบเครื่องทั้งอะโบฟ เดอะไลน์-บีโลว์เดอะไลน์
ADVANTAGE

จากแนวทางการดำเนินการที่วางไว้ บวกกับปัจจัยบวกทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่มีเสถียรภาพ คาดว่าปีนี้ รายได้ก็น่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% แต่ในแง่กำไรน่าจะมีการเติบโตกว่าช่วง ครึ่งปีแรก กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชกำไรเติบโตกว่า 50% จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งโรงพยาบาลในช่วงครึ่งปีหลังที่ยังเหลืออยู่มีทิศทางการเติบโตที่ดี และเมื่อเศรษฐกิจ การเมืองมีเสถียรภาพจะส่งผลให้ชาวต่างประเทศมีความมั่นใจและเดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์และสุขภาพในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจากพม่า เวียดนาม กัมพูชา บังกลาเทศ เนปาล ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้าระดับบนเข้ามาใช้บริการเมดิคอลฮับของไทยเพิ่มขึ้น

 ANALYSIS

บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) ได้นำกลยุทธ์ Offensive By Direct Attrack vs Innovation มาใช้ โดยแนวทางการดำเนินงานในช่วงจากนี้ไป กลุ่มสมิติเวชจะยังเดินหน้าลงทุนทั้งทางด้านบุคลากร และเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการเสริมจุดแข็งที่มีอยู่เดิมแล้ว ก็จะเป็นการสร้างความแตกต่างจากโรงพยาบาลอื่น ๆ ขณะเดียวกันจะมุ่งไปที่การออกโปรดักต์หรือบริการใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม ที่เป็นไฮไลต์ อาทิ บริการด้านการแพทย์กีฬาบริหารหรือสปอร์ตเมดิซีน ที่เป็นการให้บริการแบบองค์รวม โดยจะมีบริการทั้งเรื่องของอาหาร การสร้างกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการรักษา-ผ่าตัดกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งเปิดให้บริการทั้ง 3 สาขา (สุขุมวิท ศรีนครินทร์ และศรีราชา) มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งนักกีฬาและกลุ่มคนชอบออกกำลังกาย นอกจากนี้ ก็จะมีบริการใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับความสวยความงาม ซึ่งจะมีบริการใหม่ ๆ เข้ามาเสริม อีกสิ่งหนึ่งที่สมิติเวชให้ความสำคัญคือ บริการทางด้านการแพทย์และสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ และเตรียมจะเปิดบริการใหม่จับกลุ่มผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีแนวโน้มมากขึ้น

 RATING  : P1 = POSITIVE , P2 = POWERFUL ,N1 = NEUTRAL ,N2 = NEGATIVE

“สมิติเวช”สร้างจุดต่างชิงลูกค้าใหม่ เพิ่มบริการศัลยกรรมความงาม-ลุยตลาดผู้สูงอายุ

“สมิติเวช” มุ่งสร้างความต่าง เดินหน้าเพิ่มบริการใหม่ “ความงาม- สปอร์ตเมดิซีน” ชูนวัตกรรมใหม่เป็นหัวหอก เล็งเปิดบริการใหม่จับกลุ่มคนสูงอายุรับเทรนด์ พร้อมงัดกลยุทธ์ ทางการตลาดครบเครื่องทั้งอะโบฟ เดอะไลน์-บีโลว์เดอะไลน์

นายเรมอนด์ ฌอง กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวทางการดำเนินงานในช่วงจากนี้ไป กลุ่มสมิติเวชจะยังเดินหน้าลงทุนทั้งทางด้านบุคลากร และเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการเสริมจุดแข็งที่มีอยู่เดิมแล้ว ก็จะเป็นการสร้างความแตกต่างจากโรงพยาบาลอื่น ๆ ขณะเดียวกันจะมุ่งไปที่การออกโปรดักต์หรือบริการใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม
ที่เป็นไฮไลต์ อาทิ บริการด้านการแพทย์กีฬาบริหารหรือสปอร์ตเมดิซีน ที่เป็นการให้บริการแบบองค์รวม โดยจะมีบริการทั้งเรื่องของอาหาร การสร้างกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการรักษา-ผ่าตัดกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งเปิดให้บริการทั้ง 3 สาขา (สุขุมวิท ศรีนครินทร์ และศรีราชา) มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งนักกีฬาและกลุ่มคนชอบออกกำลังกาย

นอกจากนี้ ก็จะมีบริการใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับความสวยความงาม ซึ่งจะมีบริการใหม่ ๆ เข้ามาเสริม อาทิ การปลูกผมด้วยเทคโนโลยีใหม่ การรักษาเส้นเลือดขอด การดูแลรักษาผิวสำหรับผู้ชาย การดูดไขมันที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ รวมทั้งบริการทางการศัลยกรรมตกแต่งทางนรีเวชที่เตรียมจะเปิดให้บริการในอีก 2-3 เดือน
“อีกสิ่งหนึ่งที่สมิติเวชให้ความสำคัญคือ บริการทางด้านการแพทย์และสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ และเตรียมจะเปิดบริการใหม่จับกลุ่มผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีแนวโน้มมากขึ้น”

นายเรมอนด์กล่าวด้วยว่า ควบคู่กันนี้สมิติเวชยังได้มีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ โดยทยอยปรับมา 2-3 ปี นอกจากการโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อแบรนดิ้งแบรนด์สมิติเวชให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแล้ว จากพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่มีความรีบเร่งหรือมีเวลาน้อยลง และทำให้มีเวลาในการรับข้อมูลข่าวสารน้อย สมิติเวชก็ใช้วิธีการส่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยการใช้กลยุทธ์ ซีอาร์เอ็ม อีเมล์ เอสเอ็มเอส การผลิตแมกาซีนเพื่อให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งการสัมมนาให้ความรู้ควบคู่กันไป

“จากแนวทางการดำเนินการที่วางไว้ บวกกับปัจจัยบวกทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่มีเสถียรภาพ คาดว่าปีนี้ รายได้ก็น่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% แต่ในแง่กำไรน่าจะมีการเติบโตกว่าช่วง ครึ่งปีแรก กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชกำไรเติบโตกว่า 50%”

นายเรมอนด์ยังแสดงทรรศนะด้วยว่า จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งโรงพยาบาลในช่วงครึ่งปีหลังที่ยังเหลืออยู่มีทิศทางการเติบโตที่ดี และเมื่อเศรษฐกิจ การเมืองมีเสถียรภาพจะส่งผลให้ชาวต่างประเทศมีความมั่นใจและเดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์และสุขภาพในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจากพม่า เวียดนาม กัมพูชา บังกลาเทศ เนปาล ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้าระดับบนเข้ามาใช้บริการเมดิคอลฮับของไทยเพิ่มขึ้น

“ที่ผ่านมาโรงพยาบาลต่าง ๆ มีการไปทำตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และมีชาวต่างประเทศเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น แต่โดยส่วนตัวยังอยากเห็นภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างประเทศ และอำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างประเทศที่จะเดินทางมารับการรักษาในเมืองไทยมากขึ้น เช่น การออกวีซ่าพิเศษสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็จะทำให้ความเป็นเมดิคอล ฮับของไทยมีความเด่นชัดและแข่งกับต่างประเทศได้”

ที่มา :  www.prachachat.net โดย : ธุรกิจการตลาด Marketing วันที่ 17 กันยายน 2554

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1316232281&grpid=&catid=11&subcatid=1100





พานาโซนิครุกตลาดครึ่งหลัง

18 09 2011

 NAME : สุคนธ์ทิพย์ เสาวคนธ์                                         ID :  5220224187 (FLEXIBLE 18)

 ISSUE NO. : 1                                                                      DATE ISSUE : Week 13       

 INDUSTRY : ธุรกิจหลอดไฟ                                              RATING : P1 = POSITIVE

 DATE NEWS : 13 กันยายน 2554                                       SOURCE : www.thanonline.com

 TOPIC :  พานาโซนิครุกตลาดครึ่งหลัง

 STRATEGY : Offensive By  Direct Attrack and Defensive by Branding

ประเด็นข่าว

พานาโซนิค รุกตลาดครึ่งปีหลัง ประเดิมลุยธุรกิจหลอดไฟ อัดโฆษณาทีวี สร้างภาพลักษณ์ พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย ชู cross sales promotion สินค้าในกลุ่ม หวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเติบโตจาก 27% เป็น 30% พร้อมเตรียมลุยต่อตลาดทีวี ดันรายได้กลุ่มพานาโซนิคโตตามเป้ากว่า 10%

ADVANTAGE

ภาพรวมของธุรกิจหลอดไฟของประเทศไทยปีนี้ มีการขยายตัวและการแข่งขันไปทางทิศทางเดียวกัน คือ สูงขึ้น สำหรับพานาโซนิคครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายโดยรวมของกลุ่มหลอดไฟ เติบโตไปแล้วประมาณ 18% จากเป้าหมายถึงสิ้นปี คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% จากมูลค่าตลาดรวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งพานาโซนิคมีข้อได้เปรียบ ที่มีสินค้าที่หลากหลาย

 ANALYSIS

กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทยได้นำกลยุทธ์ Offensive By  Direct Attrack and Defensive by Branding มาใช้ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนที่จะออกโฆษณาชิ้นใหม่ และยังคงที่จะมีรายการส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้ cross sales promotion ในกลุ่มสินค้าที่มีความต่อเนื่องกัน ซึ่งพานาโซนิคมีข้อได้เปรียบ ที่มีสินค้าที่หลากหลาย ที่สามารถนำมาใช้ในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายได้ จากแผนการกระตุ้นตลาดดังกล่าว จะส่งผลให้พานาโซนิค สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาด จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 27% ให้ขยับเพิ่มเป็น 30% ได้ภายในสิ้นปีนี้
RATING  : P1 = POSITIVE , P2 = POWERFUL ,N1 = NEUTRAL ,N2 = NEGATIVE

พานาโซนิครุกตลาดครึ่งหลัง

พานาโซนิค รุกตลาดครึ่งปีหลัง ประเดิมลุยธุรกิจหลอดไฟ อัดโฆษณาทีวี สร้างภาพลักษณ์ พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย ชู cross sales promotion สินค้าในกลุ่ม หวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเติบโตจาก 27% เป็น 30% พร้อมเตรียมลุยต่อตลาดทีวี ดันรายได้กลุ่มพานาโซนิคโตตามเป้ากว่า 10%
                นายวิฑูรย์  เหล่าวีระกุล   ผู้อำนวยการส่วนงานกลุ่มผลิตภัณฑ์พลังงาน กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย  เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมของธุรกิจหลอดไฟของประเทศไทยปีนี้ มีการขยายตัวและการแข่งขันไปทางทิศทางเดียวกัน คือ สูงขึ้น ถึงแม้ว่าต้นทุนในการผลิตจะสูงขึ้น เนื่องจากอัตราการผันผวนของราคาวัตถุดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้นโดยส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของสินค้าที่เป็นหลอดประหยัดไฟ และหลอด LED โดยผู้ค้าส่วนใหญ่ยังคงที่จะรักษาฐานที่มั่นที่จะคงยอดขายและส่วนแบ่งตลาดของตนเอง รวมทั้งแบรนด์ที่ไม่เคยมีโฆษณา ก็ยังมีการออกโฆษณา เพื่อเป็นการกระตุ้นการขายและสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น โดยธุรกิจนี้มีการขยายตัวประมาณ 8% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
                สำหรับพานาโซนิคครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายโดยรวมของกลุ่มหลอดไฟ เติบโตไปแล้วประมาณ 18% จากเป้าหมายถึงสิ้นปี คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% จากมูลค่าตลาดรวม 6,000 ล้านบาท โดยเน้นการทำกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการขาย ที่ค่อนข้างเน้นสินค้าในหมวดของกลุ่มหลอดประหยัดไฟเป็นหลัก 
                “ในช่วงครึ่งปีหลัง เรามีแผนที่จะออกโฆษณาชิ้นใหม่ และยังคงที่จะมีรายการส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้ cross sales promotion ในกลุ่มสินค้าที่มีความต่อเนื่องกัน ซึ่งพานาโซนิคมีข้อได้เปรียบ ที่เรามีสินค้าที่หลากหลาย ที่สามารถนำมาใช้ในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายได้ ” นายวิฑูรย์กล่าวและว่า จากแผนการกระตุ้นตลาดดังกล่าว จะส่งผลให้พานาโซนิค สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาด จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 27% ให้ขยับเพิ่มเป็น 30% ได้ภายในสิ้นปีนี้
                นายฮิโรทากะ มุราคามิ ซีอีโอของกลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พานาโซนิค สามารถสร้างยอดขายของกลุ่ม กล้องดิจิตอล และเวียร่า ทีวี ให้เติบโตได้ตามเป้า 30% ส่วนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เติบโตประมาณ 10% และกลุ่มโอเอ เติบโตประมาณ 2% ขณะที่กลุ่มเครื่องปรับอากาศยอดขายไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากสภาพอากาศ
                สำหรับแผนการรุกตลาดครึ่งปีหลัง บริษัทจะให้ความสำคัญกับสินค้าหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเวียร่า ทีวี หรือกลุ่มแบตเตอรี่ กลุ่มไลติ้ง กลุ่มเครื่องปรับอากาศ  ซึ่งในกลุ่มไลติ้ง พานาโซนิคถือเป็น 1ใน 3 ของผู้นำตลาด โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะผลักดันยอดขายรวมให้เติบโตตามเป้า คือ ประมาณ 10%

ที่มา http://www.thanonline.com โดย : ธุรกิจการตลาด Marketing วันที่ 13 กันยายน 2554

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=83448:2011-09-13-03-59-57&catid=107:2009-02-08-11-34-25&Itemid=456





คอลเกตย้ำแนวคิด Consumer Insight ปรับสูตร “พลักซ์” ดันน้ำยาบ้วนปากโตพันล.

18 09 2011

Strategy: กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) By Envelopment attack

ชื่อ นามสกุล :   นางสาวมณฑา  มากมี                       รหัส :     5220224154

Issue 2  :               คอลเกตย้ำแนวคิด Consumer Insight ปรับสูตร    “พลักซ์”ดันน้ำยาบ้วนปากโตพันล.

Date:                      Week14 Sep 17, 2011

Industry:               ธุรกิจประเภทผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปาก

 Strategy:                กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) By envelopment attack จากการปรับสูตรน้ำยาบ้วนปากโดยใช้แนวคิด Consumer Insight  

 Competitor :         lion Uniliver เป็นต้น

 ประเด็นข่าว :      คอลเกต บุกหนักการตลาดเชิงรุกในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปาก ชูแนวคิด Consumer Insight ปรับสูตร “คอลเกต พลักซ์” ใหม่ พร้อมจัดโรดโชว์ กิจกรรมท้าลอง และแคมเปญ stop your friends from gargling all day ให้ผู้บริโภคอัปโหลดภาพตัวเองหรือเพื่อนๆ แล้วใส่ effect กลั้วปากเท่ๆ ไม่ซ้ำใคร ผ่านโซเชียลมีเดีย ลุ้นรับ IPAD 2

 Advantage :           คอลเกต เองมีประสบการณ์ในการทำน้ำยาบ้วนปากอยู่แล้ว แต่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์น้อยและไม่ค่อยมีการปรับสูตร การที่คอลเกต พลักซ์ ใหม่ปรับสูตรใหม่โดยมองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ทำให้เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสผลิตที่หลากหลายมากขึ้น และใช้ไลน์การผลิตที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีการInvest ระบบการผลิตใหม่

 Analysis :           เป็นการนำกลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) By envelopment attack จากการปรับสูตรน้ำยาบ้วนปากโดยใช้แนวคิด Consumer Insight  สังเกตได้ว่าบริษัทไม่เคยมีการปรับรูปลักษณะของน้ำยาบ้วนปาก และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มีน้อยการที่คอลเกต พลักซ์ ใหม่ปรับสูตรใหม่โดยเน้น ประสิทธิภาพคือ ไม่แสบปาก ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ลมหายใจสดชื่นยาวนาน สนองความต้องการของผู้บริโภคมากถึง 7 สูตรเป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสผลิตที่หลากหลายมากขึ้นและมุ่งเน้นการตลาดแบบ 360 องศา ครบทุกทิศทางเพื่อรับตลาดจะโตในอนาคตเพื่อให้เข้าถึงแบรนด์ในอนาคต

 Rating  :                 P1 = Posistive P2 = POWERFUL

คอลเกตย้ำแนวคิด Consumer Insight ปรับสูตร “พลักซ์” ดันน้ำยาบ้วนปากโตพันล.  คอลเกต บุกหนักการตลาดเชิงรุกในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปาก ชูแนวคิด Consumer Insight ปรับสูตร “คอลเกต พลักซ์” ใหม่ พร้อมจัดโรดโชว์ กิจกรรมท้าลอง และแคมเปญ stop your friends from gargling all day ให้ผู้บริโภคอัปโหลดภาพตัวเองหรือเพื่อนๆ แล้วใส่ effect กลั้วปากเท่ๆ ไม่ซ้ำใคร ผ่านโซเชียลมีเดีย ลุ้นรับ IPAD 2
       แอนดรูว์ เชพเพิร์ด กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการรุกตลาดน้ำยาบ้วนปากครั้งนี้ว่า คอลเกตย้ำแนวคิด Consumer Insight เปิดตัวนวัตกรรมคอลเกต พลักซ์ ใหม่ ที่ปรับโฉมและสูตรใหม่ที่เมืองไทยเป็นที่แรกในเอเชีย ชู 3 ประสิทธิภาพคือ ไม่แสบปาก ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ลมหายใจสดชื่นยาวนาน สนองความต้องการของผู้บริโภคมากถึง 7 สูตร ได้แก่ สูตรเปปเปอร์มินต์ สูตรเฟรชมินต์ สูตรเซนซิทีฟ สูตรคอมพลีท แคร์ สูตรเนเชอรัล ไวท์ สูตรไอซ์ และสูตรเกลือสมุนไพรด้านกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นการตลาดแบบ 360 องศา ครบทุกทิศทางเพื่อรับตลาดน้ำยาบ้วนปากที่เติบโตสูงถึง 12% จากมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท (ข้อมูลโดย ACnielsen เดือน ก.ค.2554) โดยอัดงบการตลาด 50 ล้านบาท เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายหลักของแบรนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานที่ให้ความสำคัญในการดูแลและรักษาบุคลิกภาพ ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ สื่อสิ่งพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำ และหนังสือพิมพ์ สื่อ ณ จุดขาย รวมทั้งทำกิจกรรมการตลาดเพื่อตอกย้ำประสิทธิภาพของคอลเกต พลักซ์ ใหม่
       นอกจากนี้ คอลเกตยังส่งทีมโรดโชว์ไปท้าผู้บริโภคให้ลองทันทีที่บูทกิจกรรม และแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างกว่า 2 ล้านชิ้น เจาะช่องทางร้านอาหารและอาคารสำนักงานออฟฟิศทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกับออกแคมเปญใหม่ stop your friends from gargling all day ที่ให้ผู้บริโภคได้ร่วมสนุกกับการอัปโหลดภาพตัวเองหรือเพื่อนๆ แล้วใส่ effect กลั้วปากเท่ๆ ไม่ซ้ำใคร โดยมีรางวัลใหญ่เป็น IPAD 2 แคมเปญเริ่มตั้งแต่ต้นเดือน-วันที่ 15 ตุลาคม 2554  “เรามั่นใจว่าด้วยการสื่อสารถึงประสิทธิภาพในเรื่องไม่แสบปาก ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียและทำให้ลมหายใจสดชื่นยาวนานยิ่งขึ้น จะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่ชอบรสชาติแสบร้อน แต่ต้องการมีลมหายใจสดชื่นยาวนานและสุขภาพช่องปากที่ดี และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคอลเกต พลักซ์ ใหม่ ให้แก่ผู้บริโภค รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนตลาดน้ำยาบ้วนปากของไทยให้เติบโตสูงขึ้นทั้งมูลค่าตลาดและจำนวนผู้ใช้อย่างแน่นอน” แอนดรูว์ กล่าวปิดท้าย

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 15 กันยายน 2554 10:07 น.

http://www2.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9540000117343





สยามวาลาปรับองค์กร ทุ่ม700ล้านขยายโรงงาน

18 09 2011

Strategy: กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) By Growth strategy

ชื่อ – นามสกุล:   นางสาว มณฑา  มากมี                      รหัส :     5220224154

Issue 1  :               สยามวาลาปรับองค์กร ทุ่ม700ล้านขยายโรงงาน

Date:                      Week 14 Sep 17’2011

Industry:              ธุรกิจประเภทเครื่องเขียน

Strategy:               กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) By Growth strategy ในการขยายงานให้มากขึ้นพร้อมกับสร้างแบรนด์ในต่างแดนโดยการหาตัวแทนจำหน่าย การร่วมทุนกับผู้ค้าในพื้นที่และขยายโรงงานการผลิตเพื่อรองรับตลาดในต่างแดน

 Competitor :       ACE  เป็นต้น

 ประเด็นข่าว :      ดีเอสเอ สยามวาลาปรับองค์กรรอบ 20 ปี รับมือเออีซี เพิ่มวอลุ่มอาเซียน 3 เท่า ตั้งเป้าขยายสัดส่วนส่งออก 65% ภายใน3ปี ทุ่ม 700 ล้าน ขยายโรงงาน นายสุหฤท สยามวาลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชเอ สยามวาลา จำกัด ผู้จำหน่ายเครื่องเขียนรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการปรับองค์กรใหม่ในรอบ 20 ปี เพื่อรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะส่งผลให้การค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนและประเทศคู่ค้าเสรีมากขึ้น โดยการปรับครั้งนี้จะมีการบริหารงานเป็นหน่วยธุรกิจ จากเดิมที่บริหารตลาดตามไลน์สินค้า ซึ่งแบ่งออกเป็น กลุ่มตราช้าง กลุ่มปากกาควอนตัมและกลุ่มเครื่องเขียนมาสเตอร์อาร์ต โดยมีสัดส่วนรายได้ 50% 20% และ 30% ตามลำดับ

 Advantage:           บริษัทได้ใช้โอกาสที่เอเซียนร่วมมือกันจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนและประเทศคู่ค้าเสรีมากขึ้นเพื่อขยายงานแบรนด์ไปสู่ต่างแดนในกลุ่มยุโรปและทำการปรับปรุงจากไลน์เดิมที่ได้นำร่องมาบ้างแล้วในกลุ่มตราช้าง ปากกาควอนตัมและเครื่องเขียนมาสเตอร์อาร์ต และการเน้นการโฆษณาไปลงช่องเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

Analysis:               กลยุทธ์เชิงรุก (Offensive) By Growth strategy โดยการขยายงานไปในรูปแบบต่างๆมากขึ้นเช่นการขยายแบรนด์ในต่างแดนโดยใช้การลงทุนระหว่างอาเซียนและประเทศคู่ค้าเสรีมากขึ้นให้มากขึ้นพร้อมกับการหาตัวแทนจำหน่าย การร่วมทุนกับผู้ค้าในพื้นที่เองด้วย นอกจากนี้มีการปรับรูปแบบการบริหารงานให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น ในแต่ละหน่วยธุรกิจสามารถออกสินค้าใหม่ของตนเองได้อย่างอิสระ ซึ่งจะทำให้สินค้ามีความหลากหลายขึ้นตามหลักEconomic Integration โดยมองความต้องการของลูกค้าในทวีปนั้น และเตรียมแผนขยายการผลิตเพื่บุกตลาดในประเทศจีนและอินเดีย

Rating :                  P1 = Positive  P2 = Powerful

สยามวาลาปรับองค์กร ทุ่ม700ล้านขยายโรงงาน

ดีเอสเอ สยามวาลาปรับองค์กรรอบ 20 ปี รับมือเออีซี เพิ่มวอลุ่มอาเซียน 3 เท่า ตั้งเป้าขยายสัดส่วนส่งออก 65% ภายใน3ปี ทุ่ม 700 ล้าน ขยายโรงงาน นายสุหฤท สยามวาลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชเอ สยามวาลา จำกัด ผู้จำหน่ายเครื่องเขียนรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการปรับองค์กรใหม่ในรอบ 20 ปี เพื่อรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะส่งผลให้การค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนและประเทศคู่ค้าเสรีมากขึ้น โดยการปรับครั้งนี้จะมีการบริหารงานเป็นหน่วยธุรกิจ จากเดิมที่บริหารตลาดตามไลน์สินค้า ซึ่งแบ่งออกเป็น กลุ่มตราช้าง กลุ่มปากกาควอนตัมและกลุ่มเครื่องเขียนมาสเตอร์อาร์ต โดยมีสัดส่วนรายได้ 50% 20% และ 30% ตามลำดับ “การทำงานในปัจจุบันไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ต้องมองว่าอาเซียนเป็นตลาดโลคอลด้วย เชื่อว่าไม่เกิน 5 ปี สินค้าเราจะขยายสู่ตลาดอาเซียนทั้งหมด ซึ่งการเข้าไปขยายธุรกิจนั้นอาจเป็นลักษณะการหาตัวแทนจำหน่าย การร่วมทุนกับผู้ค้าในพื้นที่ โดยขณะนี้ได้เตรียมการรุกตลาดอาเซียนด้วยการตั้งทีมวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนต่างประเทศในอาเซียนได้ 65% ภายใน 5-7 ปี จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 30%” นายสุหฤทกล่าวว่า จากการปรับรูปแบบการบริหารนี้ จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น ในแต่ละหน่วยธุรกิจสามารถออกสินค้าใหม่ของตนเองได้อย่างอิสระ ซึ่งจะทำให้สินค้ามีความหลากหลายขึ้น เพราะจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ตลาดเครื่องเขียนในอาเซียนมีการเติบโตกว่า 10% ต่อปีนอกจากนี้บริษัทยังได้ลงทุน 700 ล้านบาท ในการตั้งโรงงานประกอบตอกคลิปแฟ้มและคลังสินค้าในต่างประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ ซึ่งจะเป็นฐานการกระจายสินค้าในกลุ่มประเทศยุโรป อีกทั้งยังได้ลงทุนสร้างคลังสินค้าใหม่ขนาด 4 หมื่นตร.ม.บนถนนพหลโยธิน รองรับกับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนขยายในประเทศจีนและอินเดียต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2555 โดยใช้งบลงทุน 200 ล้านบาทสำหรับสินค้าเครื่องเขียนจีนที่ทะลักเข้ามานั้น ทางบริษัทจะเน้นการสร้างแบรนด์ สร้างความแตกต่างของสินค้า รวมถึงการย้ายงบโฆษณาไปลงช่องเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยทั้งปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 2,500 ล้านบาท โต 15% ซึ่งถือว่าโตสุดในรอบ 4-5 ปี

จากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์วันที่ 16 กันยายน 2554 08:01

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/marketing/20110916/409827/สยามวาลาปรับองค์กร-ทุ่ม700ล้านขยายโรงงาน.html





Issue 2: ทางลัด “เป๊ปซี่” สู้ศึกน้ำอัดลม ซื้อ รง.เก่า-จ้างเอเย่นต์อุดรอยรั่ว

16 09 2011

Posted by: เอกราช ใจซื่อ 5220224039

Week: 13

NEWS date:  วันที่  15 กันยายน   พ.ศ. 2554

Source: http://www.prachachat.net

Strategy:  Uncategorized

NEWS:

ตลาดน็อนแอลกอฮอล์ไทยกว่าแสนล้านบาทจากนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ด้วยภาพการแข่งขันที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อผู้นำตลาดน้ำอัดลมเมืองไทยอย่าง “เป๊ปซี่” ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ต้องเพลี่ยงพล้ำในศึกชิง “เสริมสุข” บริษัทจัดจำหน่ายสินค้าในเครือเป๊ปซี่มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี
ปล่อยให้ “ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์” เข้ามาเสียบเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเสริมสุขแทน  เท่ากับปิดฉากบทบาทของ “เป๊ปซี่” ในเสริมสุข ที่มีมาอย่างยาวนานลง

ความน่าสนใจจากนี้คือการหาพันธมิตรใหม่ของเป๊ปซี่ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ “บรรจุขวดและจัดจำหน่าย” แทนเสริมสุข เพื่อสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่สะดุด

นับจากนี้จึงเป็นเส้นทางใหม่ของเป๊ปซี่ที่ต้องเลือก และเริ่มต้นบนทางเดินของตัวเอง นั่นหมายถึงการทุ่มงบฯมหาศาลในการสร้างฐานการผลิต และระบบการจัดจำหน่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญโดยเฉพาะระบบการจัดจำหน่ายที่ ซับซ้อน หลายช่องทาง ไม่เหมือนประเทศใด ๆ

หากดูจากเวลาที่มีอยู่ระหว่างเสริมสุขกับเป๊ปซี่ สำหรับระยะเวลาสิ้นสุดสัญญา Exclusive Bottling Appointment (EBA) ในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า กว่า 1 ปีซึ่งถือว่ากระชั้นชิดพอสมควรกับการจะสามารถเซตอัพสิ่งต่าง ๆ ได้ทันเวลา

เป็นภาคบังคับที่เป๊ปซี่ต้องเร่งมือให้เร็วที่สุด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในไทยไม่เกิด “สุญญากาศ” จนกลายเป็นความเสียเปรียบในเชิงยอดขาย และส่วนแบ่งการตลาด

เพราะอย่าลืมวันนี้ เป๊ปซี่ไม่เพียงมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง “โค้ก” คู่แข่งในระดับโลก แต่ยังมี “บิ๊กโคล่า” เบอร์ 3 ที่คอยจ้องเสียบอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนว่าทางเลือกของเป๊ปซี่จากนี้ อย่างที่มีการแถลงการณ์จากฝั่งเป๊ปซี่ คงจะไม่ใช่การหาพันธมิตร เพราะถือเป็นบทเรียนสำหรับเป๊ปซี่ จึงเป็นเรื่องแน่นอนว่าเป๊ปซี่จะใช้วิธีเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานเอง ซึ่งสเกลขนาดเป๊ปซี่นั้น จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากวงการเครื่องดื่มระบุว่า โจทย์ใหญ่ของเป๊ปซี่วันนี้มี 2 เรื่องใหญ่ คือการผลิตและระบบการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะการผลิตซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่อันดับแรก ซึ่งถือเป็นงานหินสำหรับ เป๊ปซี่พอสมควร โดยในแง่เครื่องจักรตั้งแต่สั่งซื้อจนติดตั้งเสร็จต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี หากจะย่นระยะเวลาก็คือการถอดเครื่องจักรจากโรงงานเป๊ปซี่ในประเทศอื่นมาทดแทนก่อน

“แต่ที่ยากที่สุดคือเรื่องขวดแก้วที่จะเอามาบรรจุ ซึ่งในไทยมีบริษัทผลิต ขวดแก้วเพียง 2 โรงงานของทางเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และบางกอกกล๊าส ความเป็นไปได้จึงมี 2 ทางคือ ขอซื้อขวดแก้วจากเสริมสุขซึ่งก็คงเป็นไปได้ยาก หรือจะซื้อจากเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ บริษัทของคุณเจริญ สิริวัฒนาภักดี ก็คงเป็นไปได้ยากเช่นกัน อีกทางเดียวคือบางกอกกล๊าส แต่เท่าที่ทราบกำลังผลิตตอนนี้ค่อนข้างเต็มแล้ว”

แหล่งข่าวยังแสดงความเห็นอีกว่า อีกทางเลือกคือซื้อโรงงานที่มีอยู่แล้วในไทยมาเป็นฐานผลิตซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น หรือทางลัดสำหรับเป๊ปซี่ ด้วยเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัด แต่ปัญหาคือโรงงานในไทยทผลิตเครื่องดื่มอัดลมได้นั้น วันนี้มีเพียงไม่กี่โรงงาน

“หนึ่งในนั้นเท่าที่ทราบตอนนี้คือโรงงานของซานมิเกล ที่เคยผลิตน้ำอัดลมต้นทุนต่ำที่เน้นขายในต่างจังหวัดเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งข่าวว่าขณะนี้ต้องการขายโรงงานดังกล่าว”

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวกล่าวว่า ปัญหาคือโรงงานแห่งนี้รูปแบบการผลิตคือขวดเพ็ต ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของเป๊ปซี่ อีกทั้งสเกลการผลิตค่อนข้างน้อย ไม่สามารถครอบคลุมสเกลของเป๊ปซี่ได้ทั้งหมด

เช่นเดียวกับเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อย่นระยะเวลา เป๊ปซี่ก็อาจเลือกใช้วิธีการจำหน่ายผ่านเอเย่นต์ไปก่อนในช่วงแรก ดีกว่าเสียเวลาสร้างระบบจัดจำหน่ายด้วยการลงทุนหน่วยรถของตัวเอง

“การจ้างเอเย่นต์ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องหาผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้เข้ามาช่วย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาต้องบอกว่า เป๊ปซี่ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องการจัดจำหน่ายมาก่อน สิ่งเดียวที่เป๊ปซี่มีความแข็งแกร่งในวันนี้คือเรื่องของแบรนด์ และการตลาดที่แข็งแกร่ง”

ความเปลี่ยนแปลงและความกระชั้นชิดในเรื่องของเวลานี้เอง ที่ทำให้บรรดา คู่แข่งต่างก็มองว่าช่วงจังหวะเวลานี้ คือโอกาสสำคัญที่สุดที่จะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดไปจากผู้นำตลาดรายนี้ให้ได้

“ชนินทร์ เทียนเจริญ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อาเจ ไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย “บิ๊กโคล่า” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันเป๊ปซี่มีความแข็งแกร่งที่สุดในช่องทางร้านค้าโชห่วยและร้านอาหารในรูปแบบขวดแก้ว หรือขวดคืน โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50% ทิ้งห่างโค้กที่มีส่วนแบ่งประมาณ 30% และบิ๊กโคล่าประมาณ 15% หากวัดในแง่ไซซิ่ง ขนาดที่ขายดีที่สุดในตลาดค้าปลีกทั่วไป หรือโอเพ่นเทรดวันนี้ก็คือ เป๊ปซี่ขวดแก้วขนาด 460 มิลลิกรัม ซึ่งแข็งแกร่งอย่างมาก

“แน่นอนว่าถ้าช่วงแรกเป๊ปซี่ไม่สามารถเซตอัพเรื่องขวดแก้วได้ทัน จะเป็นโอกาสสำคัญของทั้งโค้ก และบิ๊กโคล่าทันทีที่จะเข้าไปทดแทนในตลาดนี้”

จากนี้ตลาดน็อนแอลกอฮอล์จะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ สำหรับไทยเบฟเวอเรจ ต้องจับตา “น็อนแอลกอฮอล์” ตัวใหม่ ๆ ที่เชื่อว่าทางทีมงานของ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” จะเข็นออกมาสู่ตลาดอีกมากมาย โดยอาศัยความแข็งแกร่งของเสริมสุขในการกระจายสินค้า

ขณะเดียวกันก็ต้องดูว่าคู่แข่งโดยเฉพาะโค้ก จะสามารถฉกชิงความได้เปรียบในช่วงเวลานี้เพื่อขึ้นเป็นผู้นำตลาดน้ำอัดลมเมืองไทย มูลค่า 36,000 ล้านบาท ได้สำเร็จหรือไม่

 

 Analysis:

วิกฤติครั้งสำคัญของเป๊ปซี่หลังจากสูญเสียหุ้นส่วนรายใหญ่ในเสริมสุขไปให้กับไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเสริมสุขครั้งนี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าผู้นำตลาดน้ำอัดลมที่เป๊ปซี่ครองตตลาดมาอย่างยาวนาน

จากการสูญเสียเสริมสุขไปนั้นได้หมายความถึงการสูญเสียจุดแข็งในด้านการจัดจำหน่ายและการผลิตไปเช่นเดียวกัน เพราะทุกวันนี้เป๊ปซี่มีความเข้มแข็งในเรื่องของแบรนด์และการตลาดเท่านั้น แต่ด้านการผลิตและจัดจำหน่ายกลับเป็นหน้าที่ของเสริมสุขที่ดูแลอยู่

จึงทำให้เป๊ปซี่ต้องรีบหาทางแก้ปัญหาเรื่องของการผลิตและระบบการจัดจำหน่าย โดยในด้านการผลิตนั้นอาจจะใช้วิธีการซื้อโรงงานที่ผลิตน้ำอัดลมที่มีอยู่เดิมมาผลิตแทนชั่วคราว แต่ก็ยังติดปัญหาในเรื่องของโรงงานประเภทนี้ก็มีน้อยมากในประเทศ อีกทั้งยังมีสเกลการผลิตที่แตกต่างกันอยู่มาก สำหรับด้านการจัดจำหน่ายที่จะใช้การจ้างเอเย่นต์ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเข้ามาดูแลงานก่อนที่เป๊ปซี่จะตั้งทีมงานของตัวเองได้

จึงมองว่าปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาที่มีความท้าทายอยู่ไม่น้อย และด้วยแนวทางที่ทางเป๊ปซี่ได้วางเอาไว้นั้นอาจจะทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเสียตำแหน่งผู้นำตลาดน้ำอัดลมให้กับเบอร์สองอย่างโค้กไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดนมองว่าด้วยประสบการณ์และ knowhow ที่ได้เรียนรู้จากเสริมสุขจะช่วยให้เป๊ปซี่ก้าวกลับขึ้นมายืนในตำแหน่งเดิมของตัวเองได้อีกครั้งหนึ่ง

 





Issue 1: “ดีแทค”มาแรงดัมพ์ราคา”บีบีแพ็คเกจ”เจาะตลาดตจว.-หยิบไอเดียนักศึกษาผุด”ใจดีให้ยืมบีบี”

16 09 2011

Posted by: เอกราช ใจซื่อ 5220224039

Week: 13

NEWS date:  วันที่  15 กันยายน   พ.ศ. 2554

Source: http://www.prachachat.net

Strategy: Offensive strategy  (Direct Offensive)

NEWS:

แฮปปี้เปิดตัว “ใจดีให้ยืมบีบี” เอาใจกลุ่มลูกค้าแบล็กเบอร์รี่ ทั้งปรับแพ็กเกจรุกตลาดต่างจังหวัดมุ่ง Mass Market มั่นใจตลาดสมาร์ทโฟนยังมีแนวโน้มที่ดี

นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ตลาดแบล็กเบอร์รี่ในปีนี้เติบโตขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ โดยเริ่มเห็นแนวโน้มชัดเจนในกลุ่มลูกค้าแฮปปี้ที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 120% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และเห็นชัดเจนมากในกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นเนื่องจากการที่ตัวเครื่องแบล็กเบอร์รี่รุ่นที่ราคาไม่สูงนักมีการขยายตัวแพร่หลายออกไปเป็นอย่างมาก

ลูกค้ากลุ่มนี้มีความต้องการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนในกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มีความระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย และส่วนใหญ่สมัครแพ็กเกจบีบีทุกครั้งหลังเติมเงิน ดังนั้น เราจึงเปิดตัวบริการใหม่ ใจดีให้ยืมบีบี เพื่อลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งในช่วงเงินหมด ไม่ได้เติมเงินก็สามารถยืมใช้บริการก่อนได้

ไอเดียในการทำบริการนี้ได้มาจากความต้องการของลูกค้า ตามแนวทางของดีแทคที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางมาโดยตลอด จากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ใช้งานจริงและเสนอบริการมาจากประสบการณ์ ใจดีให้ยืมบีบี จึงเป็นอีกบริการที่เราตั้งใจทำขึ้นเพื่อดูแลลูกค้าพร้อม ๆ กับทำตลาดบีบีให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรา”

“นอกจากนั้น ดีแทคได้ปรับกลยุทธ์แบล็กเบอร์รี่ในภาพรวมเพื่อให้ตรงกับความต้องการลูกค้าและการแข่งขันในตลาด โดยดีแทคและรีเสิร์ช อิน โมชั่น ยังคงเดินหน้านำแบล็กเบอร์รี่รุ่นใหม่ ๆ เข้ามาจำหน่ายและทำตลาดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเมื่อตลาดเริ่มขยายไปสู่ต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าวัยรุ่น เราจึงปรับแพ็กเกจให้ตรงกับความต้องการลูกค้ามากขึ้น แพ็กเกจใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวและมีราคาเริ่มต้นที่ดีที่สุดของแฮปปี้คือ BB Mini เพียงสัปดาห์ละ 44 บาทเท่านั้น

สำหรับแพ็กเกจสำหรับลูกค้ารายเดือนก็ปรับให้คุ้มค่ามากขึ้น เช่น แพ็กเกจ BB Me ให้ลูกค้าใช้งานทุกบริการของแบล็กเบอร์รี่ได้เต็มรูปแบบอย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นแชตและโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ ได้เพียงเดือนละ 299 บาท ทั้งสองแพ็กเกจนี้เป็นแพ็กเกจยอดนิยมของลูกค้า นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจอื่น ๆ เป็นทางเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานอีกมาก ด้วยองค์ประกอบของการทำตลาดจากแบล็กเบอร์รี่รุ่นใหม่ ๆ แพ็กเกจราคาดี และบริการใจดีให้ยืมบีบี ทำให้มั่นใจที่จะครองใจลูกค้าของดีแทคและแฮปปี้ได้ในระยะยาว”

นายปกรณ์ กล่าวว่า ลูกค้าแฮปปี้ที่ใช้แบล็กเบอร์รี่ สามารถใช้บริการใจดีให้ยืมบีบี ได้โดยกด *100 บ้านแฮปปี้และเลือกเมนูบริการใจดีให้ยืมบีบี หรือผ่านระบบอัตโนมัติ (USSD) *110*1# คิดค่ายืมครั้งละ 25 บาทได้นานสูงสุด 2 วัน สามารถใช้บริการ BlackBerry messenger (BBM), Chat, Social Network, email และBB Browser ไม่จำกัด ระบบจะหักค่าบริการเมื่อลูกค้าเติมเงินในครั้งต่อไป

แพ็กเกจแบล็กเบอร์รี่ใหม่เริ่มต้นสำหรับลูกค้าแบบเติมเงิน BB Mini ราคาเริ่มต้นต่ำสุดที่ 44 บาทต่อสัปดาห์ ใช้บริการ BBM ได้ไม่จำกัด แถมฟรี SMS ในเครือข่าย70 ครั้งแพ็กเกจรายเดือน BB Me 299 บาทต่อเดือนใช้บริการ BlackBerry messenger (BBM), Chat, Social Network, email และ BB Browserได้ไม่จำกัด และพิเศษ สมัครภายในเดือนกันยายนนี้ โทรฟรีเบอร์ดีแทค 100 นาทีนาน 7 วัน สำหรับรายละเอียดแพ็กเกจแบล็กเบอร์รี่อื่น ๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่http://www.dtac.co.th/blackberry

 

 Analysis:

จากการขยายตัวเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานแบล็กเบอร์รี่เพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นนักศึกษา เนื่องจากแบล็กเบอร์รี่เป็นสมาร์ทโฟนที่ตอบสนองในเรื่องความต้องการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนในกลุ่มอยู่อย่างสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ ดีแทคจึงออกแพ็คเกจการให้บริการมาเพื่อตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทั้งกลุ่มลูกค้าพรีเพค และโพสเพด เพื่อต้องการขยายตลาดของผู้ใช้แบล็กเบอร์รี่ให้กว้างออกไปยิ่งขึ้นหลังจากในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมาตลาดแบล็กเบอร์รี่ค่อนข้างซบเซาลงไป

นอกจากการออกแพ็คเกจใหม่ออกมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการใช้บีบีมากขึ้นแล้วดีแทคก็ยังเดินหน้านำแบล็กเบอร์รี่รุ่นใหม่ ๆ เข้ามาจำหน่ายและทำตลาดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นการทำตลาดที่มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเนื่องจากการใช้งานแบล็กเบอร์รี่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ลดน้อยลงไปเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน

 





”เซเว่นฯ”ปรับแผนขยายสาขารับ2ศึกน้ำท่วม-คู่แข่งผุดไซส์เล็กสู้

16 09 2011
นาย พัชระ     มีสัจจี 5220224013

 

 

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กันยายน 2554 23:40 น.

 เซเว่นฯปรับแผนรับมือน้ำท่วมได้ดี ปีนี้ปิดแค่ 2 สาขา มูลค่าความสูญเสียเพียงเล็กน้อย ตอกย้ำเดินหน้าขยายสาขาตามแผน สิ้นปีแตะ 6,200-6,300 สาขาตามเป้า พร้อมปรับตัวรับมือคู่แข่งที่หันมาเปิดซูเปอร์มาเก็ตขนาดเล็กสู้  

  นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดเผยว่า ขณะนี้จำนวนร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดให้บริการแล้วกว่า 6,170 สาขา สิ้นปีนี้พร้อมขยายสาขาสู่ 6,200-6,300 สาขา ตามแผนที่วางไว้ ถึงแม้ว่าในปีนี้ภาวะน้ำท่วมจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่สำหรับเซเว่นฯ
       
       พบว่าปีนี้เราตั้งรับได้ดี มีการวางแผนรับมือได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ขณะนี้มีการปิดให้บริการชั่วคราวเพียง 2 สาขาเท่านั้น คือที่ จังหวัดชัยนาท ที่อำเภออินทร์บุรี และทัพพระยา ส่วนสาขาอื่นนั้นถึงแม้จะเจอภาวะน้ำท่วมบ้าง แต่ก็พอที่จะเปิดให้บริการได้
       
       ทั้งนี้ทางบริษัทได้เตรียมวางแผนรับมือไว้ เช่น มีการสต๊อกสินค้าตุนไว้รองรับก่อนน้ำท่วม เพื่อให้มีสินค้าจำหน่ายได้ตามความต้องการ ส่วนเมื่อเกิดน้ำท่วมก็พร้อมนำสินค้าจัดเก็บไว้บนชั้นสอง พอน้ำลดก็นำลงมาวางจำหน่ายได้ทันท่วงที ซึ่งพบว่าในช่วงก่อนน้ำท่วม ผู้บริโภคจะหันมาซื้อสินค้ากักตุนไว้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าประเภทอาหารและเมนูอาหารพร้อมรับประทาน แต่พอช่วงน้ำท่วมแล้วจะขายสินค้าลำบากขึ้น ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นในปีนี้ถือว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
       
       ล่าสุดบริษัทฯได้ร่วมกับทางกรมการค้าภายใน จัดโครงการช่วยลดค่าครองชีพประชาชน “ธงฟ้า อิ่มสะดวก 29 บาท” โดยคัดสรรเมนูอาหารพร้อมรับประทาน 12 รายการ ภายใต้แบรนด์ อีซี่โก จำหน่ายในราคาประหยัดเพียงเมนูละ 29 บาท ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เช่น ข้าวไก่กระเทียม ข้าวกระเพราหมู ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวกระเพราทรงเครื่องเจ ข้าวผัดพริกขิงเจ เป็นต้น ถือเป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชน ถึงแม้ว่าจะขาดทุนบ้างก็ตาม แต่เชื่อว่าจะกระจายรายได้ไปกับสินค้าอื่นๆได้
       
       อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า ปัจจุบันมีผู้เล่นในกลุ่มค้าปลีกหันมาเปิดโมเดลขนาดเล็กมากยิ่งขึ้น ในส่วนของเซเว่นฯเองนั้นมองว่าไม่เป็นปัญหา อีกทั้งเราพร้อมปรับตัวรับมืออยู่ก่อนแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่ามีคู่แข่งเข้ามารุกในโมเดลนี้อยู่บ้าง โดยทางเรามีการปรับตัวนำสินค้าใหม่ๆเข้ามาจำหน่ายหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับแผนการดำเนินธุรกิจของเซเว่นฯอย่างแน่นอน

 

วิเคราะห์ข่าว :

            จากการรุกเข้ามาในธุรกิจค้าปลีกรายย่อยของ โลตัส และบิ๊กซี ทำให้ 7-11 ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกและผู้นำตลาดต้องมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางการปรับตัวที่ดีที่สุดของ 7-11 คือการขยายสาขาในจุดที่มีทำเลที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในระยะยาว 7-11 จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นร้านค้าปลุกประจำชุมชนทุกชุมชนในประเทศไทยได้ แต่จากภาวะอุทกภัยของประเทศไทยซึ่งเป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องมาตลอดในช่วงหลัง อาจทำให้ธุรกิจค้าปลีกอย่าง 7-11 ชะงักตัวลงบ้าง โดยเฉพาะจากยอดการซื้อสินค้าบางประเภทที่กักตุนได้จะไม่ราบเรียบ ดังนั้นนอกจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องแล้ว 7-11 ควรใช้ข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน นำมาพัฒนาการสร้างข้อมูลการซื้อสินค้าของลูกค้าในภาวะวิกฤตเพื่อการลดผลกระทบต่อภัยต่างๆในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลให้ 7-11 จะเป็นแบรนด์ที่ได้เปรียบคู่แข่งขันลดภาวะเสี่ยงต่อยอดขาย เพื่อความมั่นคงทางยอดขาย และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้