ทุ่ม 5 แสนล้าน เจาะก๊าซอ่าวไทย

17 06 2011

Issue 2/2 : วันที่ 18 มิถุนายน 2554

ชื่อ : นายประทีป รักษาราษฎร์                     รหัส : 5220224178

หัวข้อข่าว : ทุ่ม 5 แสนล้าน เจาะก๊าซอ่าวไทย

ประเด็นข่าว : เอกชนทุ่มงบก้อนใหญ่พัฒนาปิโตรเลียม 4 ปี ต้องใช้กว่า 5 แสนล้านบาท ดึงก๊าซจากอ่าวไทยให้เพิ่ม หรือทรงตัวที่ 3,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

แหล่งที่มา : http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=69679:5&catid=88:2009-02-08-11-23-46&Itemid=418 วันที่ : วันที่ 14 มิถุนายน 2554

เนื้อข่าว : เอกชนทุ่มงบก้อนใหญ่พัฒนาปิโตรเลียม 4 ปี ต้องใช้กว่า 5 แสนล้านบาท ดึงก๊าซจากอ่าวไทยให้เพิ่มหรือทรงตัวที่ 3,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หลังประเมินแล้วตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป ปริมาณก๊าซจะลดลงหากไม่มีแหล่งใหม่เข้ามาเสริม แม้จะมีแอลเอ็นจีแต่ต้องศึกษาให้ดีราคาสูงกระทบค่าครองชีพ เร่งหาทางออกแปลงที่หมดสัมปทานจะต่อสัญญาหรือให้รัฐไปทำเองนายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างรวบรวมแผนการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลจำนวน 63 สัมปทาน 84 แปลงสำรวจ ในช่วง 5 ปี(2554-2558)ว่าจะต้องใช้จำนวนเท่าใด จากที่ปีก่อนใช้เงินลงทุน 133,931 ล้านบาท และดำเนินการ 2,614 ล้านบาท เพื่อนำมาวางแผนการจัดหาปิโตรเลียม ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของประเทศว่าจะรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ หากประเมินแผนการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่มีการทยอยส่งมาให้นั้น ในเบื้องต้นประมาณการว่าในช่วงปี 2554-2557 จะมีการลงทุนประมาณ 390,297 ล้านบาท และงบสำหรับดำเนินการประมาณ 144,420 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 534,717 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในการเจาะสำรวจ 95 หลุม เป็นการพัฒนาหลุมผลิต 2,034 หลุม มีจำนวนแท่นผลิต 82 แท่น ซึ่งงบการลงทุนทั้งหมดส่วนใหญ่จะเป็นของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)(บมจ.ปตท.สผ.) และบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ประมาณ 70% ขณะที่ปีนี้จะมีการลงทุน 111,154 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในการเจาะหลุมสำรวจ จำนวน 24 หลุม หลุมผลิต 432 หลุม จำนวนแท่นผลิต 16 แท่นดังนั้นถ้าไม่มีการวางแผนด้านการลงทุนในการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมในระยะ 5 ปีจากนี้ไป จะทำให้ประเทศประสบปัญหาปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ลดลงได้ เนื่องจากการจัดหาปิโตรเลียมในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 790,000 บาร์เรลเทียบเท่านำมันดิบต่อวัน คิดเป็นประมาณ 44% ของความต้องการใช้พลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติประมาณ 70% ซึ่งจากข้อมูลปริมาณสำรองและสัญญาการใช้ก๊าซที่มีอยู่ คาดว่าในปี 2556 การจัดหาปิโตรเลียมภายในประเทศจะมีปริมาณสูงสุดที่ประมาณ 870,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือผลิตก๊าซได้ 3,648 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเริ่มลดลงในปีถัดไป ถ้าไม่พบแหล่งปิโตรเลียมใหม่เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการจัดหาพลังงานภายในประเทศต่อการใช้ลดลงเหลือเพียง 18% ในปี 2565 ถ้าไม่มีแผนรองรับที่ดีและต่อเนื่อง และจะทำให้ประเทศต้องประสบกับความยากลำบากในการจัดหาพลังงานให้เพียงต่อต่อความต้องการใช้ นายทรงภพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้แม้ว่าประเทศจะมีแผนการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี 5-10 ล้านตันต่อปีหรือคิดเป็น 700-1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่แอลเอ็นจีไม่ได้เป็นต้นทางของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดังนั้นภาครัฐต้องรีบศึกษาผลดีผลเสียของสัดส่วนในการนำมาทดแทนก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งจะมีผลต่อสัญญาก๊าซในอ่าวไทย ราคาและคุณภาพ ความเสี่ยงในภาวะขาดแคลน ผลกระทบต่อปิโตรเคมี และผลกระทบต่อภาพรวมของการใช้และมูลค่าพลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากสามารถพัฒนาแหล่งก๊าซภายในประเทศได้เพิ่มขึ้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า โดยเฉพาะแหล่งผลิตที่กำลังใกล้หมดสัมปทานที่ส่วนใหญ่เป็นของบริษัท เชฟรอนฯ จะต้องมาพิจารณาว่า หลังจากหมดระยะเวลาสัมปทานแล้ว ภาครัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะให้มีการต่อสัญญาต่อไปได้อีกหรือไม่ หรือจะนำมาคืนให้ภาครัฐผลิตปิโตรเลียมเอง ซึ่งในส่วนนี้คงใช้เงินเป็นแสนล้านบาท และจะหาเงินจากที่ไหนมาดำเนินงาน

ทั้งนี้ จากอดีตถึงปัจจุบัน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีส่วนสนับสนุนให้เกิดการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมภายในประเทศมากว่า 40 ปี จากการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม 20 รอบ ครอบคลุมพื้นที่บนบกและในทะเล จำนวน 63 สัมปทาน 84 แปลงสำรวจ โดยมีมูลค่าการงทุนรวมกันจนถึงปีที่ผ่านมา ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท สำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ไปกว่า 4 แสนกิโลเมตร และ 1.4 แสนตารางกิโลเมตร ตามลำดับ เจาะหลุมสำรวจและพัฒนากว่า 6,500 หลุม มีการสำรวจพบและพัฒนาเป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมได้ ประมาณ 66 แหล่ง จาก 35 แปลงสำรวจ จากจำนวนผู้ประกอบการ 15 ราย ทำให้มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมประมาณ 4,200 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เป็นก๊าซธรรมชาติประมาณ 18 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต น้ำมันดิบและคอนเดนเสต 1,150 ล้านบาร์เรล

Analysis                   : เป็นการวางแผนกลยุทธ์ในการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชนเพื่อจัดหาแหล่งเชื้อเพลิง และพลังงานเพื่อเตรียมการในการแก้ปัญหาการขาดแคลนในอนาคต โดยการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยด้วยวงเงินประมาณ 5 แสนล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนส่วนใหญ่มาจาก บริษัท ปตท.สผ และ บริษัท เชฟรอนฯ โดยถ้าไม่มีการวางแผนด้านการลงทุนในการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมในระยะ 5 ปีจากนี้ไป จะทำให้ประเทศประสบปัญหาปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ลดลงได้  เนื่องจากการจัดหาปิโตรเลียมในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 790,000 บาร์เรลเทียบเท่านำมันดิบต่อวัน คิดเป็นประมาณ 44% ของความต้องการใช้พลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติประมาณ 70% ซึ่งจากข้อมูลปริมาณสำรองและสัญญาการใช้ก๊าซที่มีอยู่ คาดว่าในปี 2556 การจัดหาปิโตรเลียมภายในประเทศจะมีปริมาณสูงสุดที่ประมาณ 870,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือผลิตก๊าซได้ 3,648 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเริ่มลดลงในปีถัดไป ถ้าไม่พบแหล่งปิโตรเลียมใหม่เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการจัดหาพลังงานภายในประเทศต่อการใช้ลดลงเหลือเพียง 18% ในปี 2565 ถ้าไม่มีแผนรองรับที่ดีและต่อเนื่อง และจะทำให้ประเทศต้องประสบกับความยากลำบากในการจัดหาพลังงานให้เพียงต่อต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศได้


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: