‘สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เดินแผนเพิ่มพอร์ตธุรกิจกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ขยับเป็น 30% ใน 3 ปี ปักธงลุย

17 06 2011

หัวข้อข่าว : ‘สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เดินแผนเพิ่มพอร์ตธุรกิจกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ขยับเป็น 30% ใน 3 ปี ปักธงลุย ธุรกิจอสังหาฯ และพลังงานทดแทนเต็มตัว

ประเด็นข่าว : บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัท ว่า ภายใน 5 ปี บริษัท กำหนดเป้าหมายที่จะลดพอร์ตการทำธุรกิจในกลุ่มแอลกอฮอล์แต่จะขยายไปในธุรกิจอื่นๆ ด้วย อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และพลังงานทดแทน เป็นต้น

Analysis : เนื่องจากสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงมายาวนานอีกทั้งยังมีทุนทรัพย์ที่พร้อมอยู่แล้ว ดังนั้นการที่สิงห์จะ Diversify หรือแตกธุรกิจออกไปสู่สินค้าประเภทอื่นๆนั้น สามารถใช้ Goodwill ที่ดีของบริษัทให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าสิงห์เริ่มจากการขยายธุรกิจไปยังสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจแอลกอฮอล์และน้ำดื่มก่อน อาทิ ทำธุรกิจข้าวพันดี ซึ่งสิงห์เองก็มีเครือข่ายกับผู้ผลิตข้าวซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว จึงถือว่ามีพื้นฐานทางด้านวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพสูง อีกทั้งมีบุคคลากรเป็นมืออาชีพ จึงสามารถขยายสินค้าใน Portfolio ให้มีความหลากหลาย

Strategy กลยุทธ์เชิงรุก (SO Strategy) เป็น การใช้จุดแข็งบนโอกาสที่มี ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาสมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรุกมากขึ้น

แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (ออนไลน์)

นางสาว คนาวรรณ                        ทรงสกุลเกียรติ         5220224140

วันที่ : วันที่ 16 มิถุนายน 2554

ข่าวที่ 2 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เดินแผนเพิ่มพอร์ตธุรกิจกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ขยับเป็น 30% ใน 3 ปี ปักธงลุยธุรกิจอสังหาฯ และพลังงานทดแทนเต็มตัว

โดย        กรุงเทพธุรกิจ (ออนไลน์) 16 มิถุนายน 2554

 นายสันต์ ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาดนอนแอลกอฮอล์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัท ว่า ภายใน 5 ปี บริษัทกำหนดเป้าหมายที่จะลดพอร์ตการทำธุรกิจในกลุ่มแอลกอฮอล์เหลือ 70% จากเดิมที่มีสัดส่วนถึง 90% ซึ่งจะทำให้กลุ่มของนอนแอลกอฮอล์มีสัดส่วนขึ้นมาเป็น 30% ใน 5 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันกลุ่มนอนแอลกอฮอล์มีสัดส่วนประมาณ 10-12% จากรายได้รวมของบริษัททั้งหมด 1 แสนล้านบาท 

 สำหรับแนวทางการขยายธุรกิจกลุ่มนอนแอลกอฮอล์นั้น บริษัทไม่ได้มุ่งเป้าไปที่สินค้ากลุ่มฟู้ดและเบฟเวอเรจเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงการขยายไปในธุรกิจอื่นๆ ด้วย อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยล่าสุดบริษัทได้เข้าไปซื้อที่ดินย่านอโศก-พระราม 9 ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นสถานทูตญี่ปุ่น จำนวน 9 ไร่ และล่าสุดได้ซื้อเพิ่มอีก 1 ไร่จากไจก้า รวมเป็น 10 ไร่

 “ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่า ซื้อที่ตรงนี้มาในราคาเท่าไร และจะพัฒนาเป็นรูปแบบใด อาจจะเป็นโรงแรม ค้าปลีก คอนโดมิเนียม หรืออะไรก็ได้ และครั้งนี้ถือเป็นการบุกตลาดอสังหาฯ อย่างเต็มตัว หลังจากก่อนหน้านี้คุณพ่อและคุณลุงมีธุรกิจส่วนตัวที่เป็นอสังหาฯ อยู่แล้ว ทั้งที่ดินและสนามกอล์ฟ แต่การลงทุนครั้งนี้จะเป็นของสิงห์ คอร์เปอเรชั่น” ผู้บริหารกล่าว

ทั้งนี้ การลดสัดส่วนการทำธุรกิจในกลุ่มของแอลกอฮอล์นั้น บริษัทมองว่าแบรนด์สิงห์อยู่ในเมืองไทยมานานถึง 77 ปี รายได้หลักมาจากธุรกิจแอลกอฮอล์เป็นหลัก แต่ภาวะตลาดในปัจจุบันกลับชะลอตัวและมีการแข่งขันรุนแรง ขณะที่ธุรกิจอื่น เช่น อาหาร และเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์กลับมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น บริษัทจึงมองว่าจำเป็นต้องขยายธุรกิจไปสู่ไลน์ใหม่ๆ และที่สำคัญด้วยกฎระเบียบของการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ต้องหันไปบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน 

ทุ่ม130ล.เปิดมาชิตะชิงแชร์สาหร่ายทะเล วานนี้ (15 มิ.ย.) บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ประกาศเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มสแน็ก ภายใต้แบรนด์ “มาชิตะ” สาหร่ายทะเลทอดกรอบ จากก่อนหน้านี้ได้ทยอยเปิดตัวธุรกิจใหม่ๆ ไปแล้ว ทั้งธุรกิจข้าวถุงภายใต้แบรนด์ ข้าวพันดี รวมไปถึงการขยายตลาดสินค้าเดิมที่มีอยู่ ล่าสุดเปิดตัว บีอิ้งรสชาติใหม่ รสทับทิม

นายสันต์ ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาดนอนแอลกอฮอล์ ระบุว่า สาเหตุที่เข้ามารุกตลาดสแน็กโดยเฉพาะสาหร่ายทะเล เนื่องจากเห็นว่าตลาดนี้มีคู่แข่งไม่มาก โดยมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งและมีส่วนแบ่งตลาดเพียงรายเดียวคือ เถ้าแก่น้อย จึงเป็นตลาดที่มีโอกาสและช่องว่างการทำตลาดอยู่ อีกทั้งภาพรวมตลาดสาหร่ายทะเลแต่ละปียังมีการเติบโต 10% คิดเป็นมูลค่าราว 1,700 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมันฝรั่งที่ขยายตัว 11% จากตลาดรวมสแน็กในเมืองไทยมีมูลค่าประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งภาพรวมแต่ละปีนั้นทรงตัว สำหรับสัดส่วนของตลาดสาหร่ายปัจจุบันกลุ่มสาหร่ายทอดยังคงมีสัดส่วนสูงสุดที่ 60% รองลงมาเป็นสาหร่ายอบ 30% สาหร่ายย่าง 7% และกลุ่มเทมปุระ 3%

                สำหรับการทำตลาดมาชิตะเริ่มต้นบริษัทได้ว่าจ้างในรูปแบบของโออีเอ็ม โดยให้บริษัท เคเจซีฟู้ด เป็นผู้ผลิตให้ ซึ่งเคเจซีฟู้ดเป็นผู้นำเข้าสาหร่ายจากเกาหลีรายใหญ่ของไทย โดยสิงห์และเคเจซีลงทุนเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง เบื้องต้นกำลังผลิต 4 หมื่นลังต่อเดือน โรงงานผลิตอยู่ที่นวนคร และในอนาคตหากตลาดตอบรับดี บริษัทอาจจะร่วมทุนตั้งโรงงานผลิต

 โดยช่องทางจำหน่ายนั้น ขายผ่านทั้งเซเว่น อีเลฟเว่น และโมเดิร์นเทรด โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 ปีขึ้นไป ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดปีแรก 12% สำหรับมาชิตะมี 2 รสชาติ ออริจินัลและสไปซี่ ทั้งนี้บริษัทจะใช้งบการทำตลาด 130 ล้านบาท เพื่อสร้างในการรับรู้แบรนด์ และเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบริษัทได้ดึง “คยูฮยอน” สมาชิกคนดังจากวงซูเปอร์จูเนียร์ เกาหลี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: