BMW ชี้ช่องสู้จีน-อินเดีย เน้นเทคโนโลยีทันสมัย-ภาษีใหม่หนุน

17 06 2011

 

ค่ายรถหรู “บีเอ็มดับเบิลยู” หวังเสร็จศึกเลือกตั้ง ได้รัฐบาลใหม่ดันเศรษฐกิจประเทศเติบโต วอนหนุนโครงสร้างภาษีใหม่ เน้นเรื่องเทคโนโลยีทันสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้แข็งแกร่ง พร้อมสู้กับประเทศยักษ์อย่างจีน และอินเดียได้ในระยะยาว
       
       นายแมทธิอัส พฟาลซ์ ประธาน บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับการเมืองผันผวน ซึ่งมีผลกระทบกับความมั่นคง การเงิน และเศรษฐกิจในภาพรวม แต่เชื่อว่าหลังจากการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ทุกอย่างจะลงตัวขึ้นเรื่อยๆ
       
       “เราจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และไม่ว่าฝ่ายไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็หวังว่าจะสามารถบริหารประเทศให้พัฒนา และทำเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตต่อไปได้ ขณะเดียวกันอยากให้ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์แบบใหม่ ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง”
       
       ในส่วนของโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ บริษัทไม่ขอออกความคิดเห็นในรายละเอียด แต่ในเรื่องหลักการที่จะมีการจัดเก็บภาษีตามการปล่อยไอเสีย และเน้นเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในรถยนต์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องดี และบริษัทเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากลูกค้าชาวไทยจะได้ใช้รถที่มีเทคโนโลยีทันสมัย แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้พัฒนายิ่งขึ้น
       
       นายพฟาลซ์ กล่าวว่า แม้ต่อจากนี้ไปประเทศไทยจะมีกำลังผลิตรถยนต์รวมกว่า 2 ล้านคันต่อปี แต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศจีน และอินเดีย ที่สำคัญ ไทยคงไม่สามารถสู้เรื่องต้นทุนการผลิตกับสองประเทศนี้ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องมองถึงการนำเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆมาใช้ เพื่อพัฒนาให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแข็งแกร่งในระยะยาว
       
       “ไทยต้องหนีประเทศอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยียานยนต์ที่ทันสมัยมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน หรือระบบอิเลกทรอนิกส์ชั้นสูงต่างๆ ที่สำคัญ ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ที่คำถึงถึงเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราหวังว่ารัฐบาลใหม่จะช่วยสนับสนุนแนวทางดังกล่าวเป็นอย่างดี”
       
       นายพฟาลซ์ ยังเปิดเผยถึงยอดขาย 5 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.- พ.ค. 54) ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (รวมแบรนด์มินิ) ว่า มีอัตราการเติบโตถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และถ้านับรถยนต์ “บีเอ็มดับเบิลยู” แบรนด์เดียวจะโตถึง 21% ขณะที่ “มินิ” ขยายตัว 17%
       
       ในส่วนของบีเอ็มดับเบิลยู รุ่นที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คือ X1 sDrive18i ประกอบในประเทศ (ราคา 2.149 ล้านบาท) เพราะหลังจากการเปิดตัวต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบันส่งมอบไปให้ลูกค้ากว่า 200 คัน และยังมียอดค้างส่งมอบอีกประมาณ 500 คัน ส่วนลูกค้าที่ตัดสินใจจองวันนี้อาจจะได้รับรถต้นปีหน้า
       
       ด้าน มินิ ประเทศไทย โดย นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้จัดการทั่วไป เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัว MINI Clubman Hampton ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษผลิตจำนวนจำกัด เน้นความคลาสสิกผสมผสานกับความหรูหราสไตล์อังกฤษ บนพื้นฐานความแรงของ Cooper S สนนราคา 2,990,000 ล้านบาท
       
       นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัวโปรแกรม MINI Yours ที่ได้รับการออกแบบพิเศษให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลูกค้ามินิ ทั้ง MINI Cooper Tattoo Funky และ MINI Cooper S Tattoo Glorious ซึ่งนำเอาลวดลายของกราฟฟิครอยสักมาประดับไว้บนรถ พร้อมกับระบบสัญญาณกันขโมยทีมีสัญลักษณ์เป็นแสงกระพริบจังหวะหัวใจเต้น “heart beat” บนแผงหน้าปัดด้านหน้า โดยตั้งราคาขายไว้ 2,690,000 บาท และ 3,090,000 บาท ตามลำดับ

 

วิเคราะห์ข่าว :

การที่ BMW (ประเทศไทย)ได้วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของตนเองเพื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าอย่างจีน และอินเดีย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นขั้นตอนที่ดีในการกำหนดกลยุทธ แสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวก่อนกำหนดกลยุทธบริษัทที่ดี อีกทั้งเมื่อบริษัทต้องต่อสู้กับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่า การสร้าง Value และ เทคโนโลยี ถือเป็นกลยุทธที่ดีที่สุดในการแข่งขัน และเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในระยะยาว

 

พัชระ มีสัจจี 5220224013


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: