กู๊ดเยียร์’ประกาศแนวรุกปี 54

26 06 2011

 

กู๊ดเยียร์กางแผงรุกหลังแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ เตรียมเปิดตัวยาง 4 รุ่นใหม่ ชูจุดขายยางประหยัดน้ำมันวิ่งได้ 8 หมื่นกม. พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย กู๊ดเยียร์ ออโต้แคร์ ตั้งเป้าภายใน 4 ปี เปิดบริการมากกว่า 60 สาขาทั่วประเทศ

  
  นายสิทธิพงษ์  วรรณวาสนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท กู๊ดเยียร์(ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดรวมยางรถยนต์ในประเทศไทย ในส่วนของโออีเอ็มที่ป้อนให้กับโรงงานนั้นพบว่าไตรมาสที่ 1 ของปีเติบโต แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวญี่ปุ่น ทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ป้อนให้กับโรงงานรถยนต์ และเกิดการชะลอตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตอนนี้เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ยกตัวอย่างโตโยต้าเริ่มกลับมาผลิตได้เต็มกำลังเหมือนเดิม ทำให้คาดว่าตลาดรวมยางรถยนต์ของโออีเอ็มปีนี้น่าจะเติบโตอยู่ที่ 10 -20%  เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา  ขณะที่ตลาดอาร์อีเอ็ม หรือตลาดทดแทน ที่มีประมาณ 6 – 8 ล้านเส้น ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตสูง เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดี โดยคาดว่าตลาดนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3 – 4%
 ในส่วนของกู๊ดเยียร์มีการเตรียมแผนงานเพื่อรองรับการเติบโต เริ่มตั้งแต่ เตรียมเปิดตัวยางรุ่นใหม่จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ รุ่น Goodyear Eagle EfficientGrip ที่เจาะกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง-ใหญ่ อาทิ ฮอนด้า แอคคอร์ด,โตโยต้า คัมรี่ โดยมีขนาดตั้งแต่ 15 – 17  นิ้ว ราคาประมาณวงละ 3,000 บาทขึ้นไป และอีกหนึ่งรุ่นคือ Goodyear Assurance FuelMax ยางประหยัดสำหรับรถยนต์นั่ง โดยมีจุดขายคือสามารถวิ่งได้ระยะทางไกล 80,000 กิโลเมตร มีราคาประมาณวงละ 2,500 บาท ขณะที่อีก 2 รุ่นเตรียมจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมนี้โดยจะเป็นยางรถยนต์สำหรับกลุ่มสมรรถนะสูง หรือกลุ่มที่ชื่นชอบรถแต่ง และในปีหน้าจะมีการเปิดตัวยางรุ่นใหม่ที่เน้นกลุ่มรถเอสยูวี หรือรถอเนกประสงค์
 “ในปีนี้เราเปิดตัวยางรุ่นใหม่ถึง 4 รุ่น ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารคุณสมบัติของตัวผลิตภัณฑ์อย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณทางการตลาดคิดเป็น 4%  ของยอดขายทั้งหมดที่ทำได้ประมาณ 4,200 ล้านบาท และในปีนี้ก็ใช้งบประมาณในระดับที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งการสื่อสารจะออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์โฆษณายกตัวอย่างในรุ่น Goodyear Assurance FuelMax ที่สามารถวิ่งได้ 80,000 กิโลเมตร ถือเป็นจุดขายที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆที่ได้ให้ข้อมูลว่าต้องเปลี่ยนทุกๆ 40,000 กิโลเมตร แต่ด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาทำให้ยางในรุ่นใหม่สามารถยืดระยะการใช้งาน”

นอกเหนือจากแผนงานด้านผลิตภัณฑ์ ด้านเครือข่ายหรือช่องทางการขาย จะยังคงขยายร้านกู๊ดเยียร์ ออโต้แคร์ ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการ 10 แห่ง โดยในปีนี้จะขยายเพิ่มอีก 12 แห่ง คาดว่าตามเป้าหมายที่วางไว้ภายใน  4 ปีจะมีร้านเปิดให้บริการจำนวน 60 แห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจะมุ่งจับมือพันธมิตรทางการค้าที่เป็นศูนย์บริการทั่วไปให้มากขึ้น  “ปกติเรามีร้านขายยางคืออีเกิ้ลสโตร์ จำนวน 40 แห่ง ซึ่งในตอนนี้ก็ได้หยุดขยายแต่ยังคงเปิดให้บริการอยู่  แต่แนวทางที่เราจะเน้นคือการเปิดกู๊ดเยียร์ ออโต้แคร์ ที่ตอนนี้มีอยู่ 10 แห่ง และจนถึงสิ้นปีนี้จะเปิดอีก 12 แห่ง รวมในปีนี้ก็จะเป็น 22 แห่ง ซึ่งตรงนี้เราพยายามที่จะเปิดให้ได้ต่อปีมากกว่า 10 แห่งขึ้นไป โดยการลงทุนในแต่ละที่บริษัทจะช่วงลงทุนในส่วนของการตกแต่ง ด้านเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์หรือค่าที่ดินจะเป็นหน้าที่ของคู่ค้า ซึ่งแต่ละครั้งจะเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไป”
  นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า เป้าหมายของกู๊ดเยียร์ต่อจากนี้ ไม่ได้อยู่ที่ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องการคือการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้การยอมรับ เป็นแบรนด์ที่ทรงคุณค่า และสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าได้  ซึ่งการจะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้นั้นก็ต้องอาศัยปัจจัยต่างๆไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ที่เป็นทั้งคู่ค้าและลูกค้าทั่วไป รวมไปถึงสินค้าต้องมีความแตกต่างและตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ คาดว่าจากแนวรุกในปีนี้จะทำให้มีอัตราการเติบโตที่มากกว่าตลาดรวม
  ปัจจุบันกู๊ดเยียร์มีโรงงานในประเทศไทยที่จังหวัดปทุมธานี และมีการผลิตเต็มกำลัง แบ่งออกเป็นเพื่อป้อนตลาดในประเทศคิดเป็นสัดส่วน 55% และส่งออกไปยังต่างประเทศ 45% โดยตามแผนงานยังไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เนื่องจากโรงงานของกู๊ดเยียร์ในภูมิภาคอีก 2 แห่งคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีกำลังการผลิตที่สูงมากและสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ 

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2011 เวลา 11:24 น.

 

วิเคราะห์ข่าว :

                การที่บริษัท Goodyear ตัดสินใจประกาศแนวรุกดังกล่าว โดยเน้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ และการรักษาลูกค้าเก่าให้มั่นคงมากกว่าการขยายฐานลูกค้านับเป็นกลยุทธที่ดี เพราะเนื่องจากจะสอดคล้องกับปริมาณความต้องการยางที่ลดลงในช่วงนี้จากภัยธรรมชาติในญี่ปุ่น แต่ในระยะยาวเมื่อระบบการผลิตรถยนต์กลับมาสู่เหตุการณ์ปกติ ยอดสั่งซื้อยางจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้นถ้ากลยุทธดังกล่าวของบริษัทได้ผลตอบรับที่ดี ก็จะส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ และลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์มากขึ้น และเป็นการเพิ่มยอดขายที่ช้า แตมั่นคงมากกว่ากลยุทธทางด้านการทำโปรโมชั่นและการลดราคา

นาย พัชระ   มีสัจจี 5220224013


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: