นายกสมาคมบลจ.เตือนสตินักลงทุน ชี้ตลาดหุ้นไทยทรุดหนักจาก 2 ปัจจัยหลัก “กังวลเศรษฐกิจโลก-การเมือง” แนะนักลงทุนหันกลับมามองพื้นฐานของประเทศ

30 06 2011

นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน CEO บลจ. บัวหลวง จำกัด ให้ความห็นถึงสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยทรุดตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่า  เมื่อวันที่ 11 มิย 54 SET Index ปิดในวันศุกร์ที่ 1,020.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.52 จุด หรือ 0.35% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 21,885 ล้านบาท  เป็นการฟื้นตัวติดต่อกันเป็นวันที่สอง หลังจากที่ร่วงลงติดต่อกัน 7 วัน ซึ่งเป็นการลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ถูกกดดันจากสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

ปัจจัยที่ต่างชาติขายหุ้น มี 2 ประเด็น

1. ภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นทั่วโลกยังไม่ดีนัก จากความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลก 

 การที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด ประกอบกับการหมดลงของโครงการ QE2 ของสหรัฐในสิ้นเดือนนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงขาลง นักลงทุนทั่วโลกจึงกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะกลับเข้าสู่ความอ่อนแออีกครั้ง จึงลดการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลง เช่น หุ้น และกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

ฟิทช์ จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของหลักทรัพย์ทั้งหมดของกระทรวงการคลังสหรัฐลงสู่ขั้น “ขยะ” (Junk) หรือ “ต่ำกว่าระดับน่าลงทุน” (Investment Grade) หากรัฐบาลสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ภายในวันที่ 15 ส.ค. และแม้ว่าจะชำระหนี้ได้ในเวลาต่อมาซึ่งจะได้ปรับอันดับความน่าเชื่อถือให้สูงขึ้นอีก แต่อาจจะไม่กลับขึ้นไปสู่อันดับ AAA เหมือนเดิม

นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขาเซนต์หลุยส์ ระบุว่า การผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อตลาดโลก

นักวิเคราะห์อาวุโสของมูดี้ส์กล่าวว่า อังกฤษเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียอันดับความน่าเชื่อ ถือที่ AAA ถ้าหากเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ และรัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าการลดหนี้ได้

ไอเอ็มเอฟระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นควรปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 5% เป็น 7% หรือ 8% ตั้งแต่ปีหน้าเพื่อนำเงินไปฟื้นฟูบูรณะประเทศ และควรปรับขึ้นต่อไปสู่ระดับ 15% เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

ปัญหาของประเทศในกลุ่มอียูบางประเทศ เช่น กรีซ  ยังคงกดดัน ฯลฯ

2. ความกังวลเรื่องความสงบภายในประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง

นักลงทุนต่างชาติกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง เมื่อต้องลดพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้นแล้ว จึงลดการลงทุนในสินทรัพย์ไทย ทั้งในรูปของหุ้น และตราสารหนี้  ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีการขายรวมแล้วประมาณ 7.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการขายพันธบัตรในตลาดตราสารหนี้ 5.7 หมื่นล้านบาท และขายหุ้น 1.7 หมื่นล้านบาท  แต่มีข้อสังเกตุว่าเพิ่งนำออกไปเพียง 3 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น

Goldman Sach,  เครดิตสวิสกรุ๊ปเอจี  และนักวิเคราะห์ต่างชาติบางราย ออกบทวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือลดน้ำหนักการลงทุนลง เนื่องจากความเสี่ยงทางการเมืองมีอยู่สูงภายหลังการเลือกตั้ง

คำแนะนำในการลงทุน

ทุกครั้ง ในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง ขอให้นึกไปถึงปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทย  อย่าตื่นตระหนกหรือฮึกเหิมจนทำให้ตัดสินใจผิดพลาด  สังคมไทยในวันนี้ เป็นสังคมที่เสพข่าวสารและมักคล้อยตามโดยในบางครั้งจะลืมคิดถึงความจริง 

ลองมาพิจารณาข้อมูลด้านอื่นๆ บ้าง

ธนาคารโลก ชี้ว่าการขยายตัวในประเทศส่วนใหญ่ของเอเชียจะชะลอลงในปีนี้ รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนา สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทยคาดว่าจะขยายตัว 3.7% ในปีนี้ โดยชะลอตัวลงจาก 7.8% ในปีที่แล้ว (ซึ่งมีฐานการเติบโตจากปี 2552 ที่ติดลบ จึงขยายตัวสูงถึง 7.8% ในปี 2553) แต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นสู่ 4.2% ในปีหน้า และ 4.3% ในปี 2556

ธปท.> มองว่าสถานการณ์ที่ต่างชาติขายหุ้นและตราสารหนี้ในไทยน่าจะเกิดเพียงชั่วคราว หลังการเลือกตั้งชัดเจนก็น่าจะกลับมาลงทุนอีก

ปลัดกระทรวงการคลัง มองว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ซึ่งเห็นได้จากช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและการส่งออกในทุกสาขายังขยายตัวได้ดี

เดือน พ.ค. รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิสูงกว่าเป้า 18% โดยเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่สูงกว่าเป้าหมายมาก ส่งผลให้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 จัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายเกิน 1.7 แสนล้านบาทแล้ว 

บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียวส่งเสริมลงทุน 9 โครงการ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดคำขอรับส่งเสริม 5 เดือนแรก ทะลุ 2 แสนล้านบาท

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. อยู่ที่ 71.1 เพิ่มขึ้นจาก 70.5 ใน เม.ย. เป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

นายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ซีพี กล่าวว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจซีพีมา 47 ปี และมีแนวโน้มจะเติบโตได้มากในเวทีโลกภายใต้เงื่อนไขการเมืองนิ่ง ไม่มีสีเหลืองสีแดง และต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายบริหารงานที่ชัดเจน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ว่าปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังดีอยู่จากการที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีกำไรสุทธิเติบโตสูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศในแถบภูมิภาคนี้ โดยเติบโตถึง 30% ในไตรมาสแรกปีนี้เทียบกับปีก่อน ขณะที่ผลสำรวจของบลูมเบิร์กคาดว่าจะโต 20% นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากเงินปันผลก็ดีที่สุดในภูมิภาค

อย่าลืมว่าปัจจัยพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะใช้พิจารณาว่าอะไร ที่ไหน น่าลงทุน  ลองกลับมาทบทวนเบื้องหลังความสำเร็จของนักลงทุนระดับโลกผู้เป็นตำนานกันบ้าง

Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบ Value Investment  บอกว่านักลงทุนผู้ชาญฉลาด ไม่ได้หมาย ความว่าต้องมีไอคิวหรือมีการศึกษาสูง แต่หมายถึง ต้องอดทน มีวินัยในการลงทุน  ขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ  ศึกษาทำความเข้าใจกิจการที่สนใจอย่างละเอียด  มีความรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้น  และควบคุมอารมณ์ไม่ให้เหนือเหตุผลได้ดี  เขาบอกว่า ในระยะสั้นราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงนั้น จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจซื้อขายของผู้เล่น  ถ้าคนเชื่อและลงความเห็นว่า มันจะขึ้นมากกว่าคนที่คิดว่ามันจะลง ราคาหุ้นก็จะขึ้นตามการ “ลงคะแนน” ของนักลงทุน  แต่ในระยะยาวนั้น ราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท ถ้ามีกำไรมาก ตลาดก็จะให้ราคาหุ้นสูงขึ้นตามกำไรหรือน้ำหนักนั้น

Warren Buffet  บอกให้เราเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดี ในราคาที่เหมาะสม และถือมันตราบที่มันยังเป็นกิจการที่ดีอยู่  เวลาจะซื้อหุ้นก็ให้ดูก่อนว่า มันเป็นกิจการที่ดีหรือเปล่า ถ้าไม่ดีอย่าซื้อ  ถ้าดีก็ต้องดูว่าราคาหุ้นในขณะนั้นเหมาะสมหรือไม่  ถ้าแพงอย่าซื้อ  ถ้าถูกค่อยซื้อ (นี่คือรากฐานของแนวคิด Good Stock + Good Trade = Good Performance ของ บลจ.บัวหลวง)  นอกจากนี้ยังแนะนำให้เก็บหุ้นไว้ไม่ต้องคิดว่าจะขายแม้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือตก ให้ขายต่อเมื่อกิจการเริ่มไม่ดีแล้ว และให้เรากลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และให้เราโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว เพราะในช่วงที่ตลาดดีมาก การกลัวเมื่อคนอื่นโลภจะช่วยให้เรารอดจากหายนะได้

แต่ในยามวิกฤติที่ทุกคนกลัวและถอนตัวออกจากตลาด มันก็ยากมากที่เราจะรู้สึกโลภ

Peter Lynch เปิดเผยความสำเร็จในการลงทุนว่า ไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น เพราะราคาหุ้นกับกำไรจะไปด้วยกันเสมอในระยะยาว และหากราคาหุ้นแยกออกไปจากกำไร ไม่ช้ามันจะวิ่งกลับไปหาเส้นกำไร อย่ากลัวเวลาราคาหุ้นตกหากกำไรของบริษัทยังดีอยู่ ยิ่งหุ้นลงยิ่งเป็นโอกาสซื้อ เพราะไม่ช้าราคาหุ้นจะวิ่งกลับมาตามกำไร และถ้าราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปเกินกำไรที่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงมาหาเส้นกำไร

Jesse Livermore ผู้เป็นตำนานของนักเก็งกำไรใน Wall Street บอกว่า ตลาดหุ้นเป็นอันตรายต่อคนที่ขี้เกียจ คนโง่ และคนที่ชอบรวยทางลัด เพราะการเก็งกำไรไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ทำให้คนรวยได้ในชั่วข้ามคืน และนักเก็งกำไรที่จะประสบความสำเร็จต้องทำงานหนักและ “ฉลาด”   

ทบทวนเบื้องหลังความสำเร็จของกูรูด้านการลงทุนกันแล้ว ก็อย่าลืมทฤษฎีที่เป็นจริงที่สุดที่ว่า  “เงิน ต้องมีที่ไป”

ในเมื่อประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ยังไม่พ้นจากปัญหาที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจและหนี้สิน  คนที่เขามีเงิน ผู้จัดการกองทุนที่บริหารเงินมหาศาลทั่วโลกจะทำอย่างไร ในเมื่อต้องบริหารเงินของผู้ลงทุน  เงินจึงต้องไหลไปในที่ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่พอใจและเหมาะสมกับความเสี่ยง

หากมองว่าทั้งโลกแย่แล้ว ลงทุนหุ้นก็เสี่ยงสูงไปในภาวะที่ไม่แน่นอน ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไม่ว่าประเทศไหนก็เสี่ยงว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆ จะไม่สามารถใช้คืนหนี้พันธบัตรที่เราไปลงทุนได้  เงินจะไหลไปไหน 

หากเป็นประเด็นข้างต้น ลงทุนในอะไรที่ประเทศไหนก็น่ากลัวทั้งนั้น  เงินจะไหลไปอยู่ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยที่สุดในภาวะการณ์นั้น  ซึ่งก็น่าจะเป็น ทองคำ (Safe Heaven)

แต่หากยังมีประเทศที่เศรษฐกิจยังไปได้  มีอัตราการเติบโต เดี๋ยวเดียวเงินที่ไหลไปก็จะไหลกลับมา

ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market หรือ EM) ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีอยู่ และมีอัตราการเติบโตที่ใช้ได้ โดยเฉพาะในเอเชีย แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างจากอัตราเงินเฟ้อ

เราน่าจะชินกับสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองกันแล้ว  ที่อยู่รอดมาได้ก็เพราะนักธุรกิจไทยทำงานกันอย่างหนัก จนส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของเรา และเดี๋ยวนี้เขาก็ออกมาโหมโรงต่อต้านคอร์รัปชั่นกันแล้วด้วย

รากฐานของนักธุรกิจเหล่านี้อยู่ในประเทศไทย เขาไม่ปล่อยให้ประเทศพังแน่ เพราะเขาจะพังไปด้วย  ดังนั้น อย่าไปกลัวมากเกินไปกับนโยบายประชานิยมทั้งหลายที่เรากำลังห่วงกันว่าจะทำร้ายประเทศไทยในระยะยาว
หรือจะทำให้เงินเฟ้อจนควบคุมไม่ได้   ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ข้าราชการกระทรวงการคลัง และพวกเราจะส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลใหม่อย่างแน่นอนหากมีแนวโน้มในทางลบมากเกินไป

นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจบางนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ก็ดูจะดีต่อประเทศ  หากมองอย่างไร้อคติ

เชื่อไหม หากจะบอกว่า สักวันหนึ่งไม่นานนัก ไม่น่าจะเกิน 2 ปี ทุกคนจะเหนื่อยและคิดได้ 

เราเหนื่อยกันมาหลายปีแล้ว  กีฬาแข่งกันยังมีเวลาเลิก  จึงเชื่อว่าบ้านเมืองคงจะอยู่กันแบบที่ผ่านมานี้ได้อีกไม่เกิน 2 ปี แล้วก็จะกลับเข้ามาอยู่ในวิถีที่ควรจะเป็นจะอยู่ร่วมกัน  ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยที่มีตำแหน่งที่ตั้งที่ได้เปรียบและเป็นศูนย์กลางของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้  ขอเพียงแต่ให้เรามีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายบริหารงานที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเท่านั้นเอง

ล่าสุด ตอนนี้กองทุนในประเทศก็เริ่มซื้อหุ้นแล้ว หลังจากที่ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงไปมาก โดยน่าจะมองกันว่าปัจจัยลบต่างๆ ได้สะท้อนไปในราคาหุ้นที่ลดลงไปมากแล้ว 

หากอ่านถึงตรงนี้แล้วยังกลัว ไม่กล้าลงทุนในช่วงที่คนอื่นกลัว ก็ขอให้กลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น และทำความเข้าใจที่ 4 กูรูต่างประเทศผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนชั้นเทพเขาแนะนำอีกที

วิเคราะห์กลยุทธ์

ช่วงนี้หุ้นไทยและหุ้นทั่วโลก อยู่ในช่วงขาลง อันเนื่องมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ภาวะหนี้สินในยุโรป และการเมืองภายในประเทศที่ยังมีปัญหา จนทำให้นักลงทุนขายหุ้นทิ้ง โดยในประเทศไทย ช่วง1-2เดือนที่ผ่าน นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นทิ้งออกจากตลาดหุ้นไทยมากมาย ติดลบแทบทุกวัน(สำหรับในส่วนของนักลงทุนต่างชาติ) เพราะกังวลในเรื่องของการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ การเมืองไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลง กำลังจะมีการเลือกตั้ง พวกเขากลัวความไม่สงบภายในประเทศหลังการเลือกตั้ง ดังนั้นก็หันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นแทน อาทิเช่น พันธบัตรรัฐบาล  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่ ก็ไม่ควรกังวลมากจนเกินสำหรับสถานการณ์ดังกล่าว เราต้องดูปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ พื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังคงดีอยู่ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออกยังมีสัญญาณที่ดี  ส่วนในเรื่องการเมืองนั้นหลังการเลือกตั้งคงมีความชัดเจนมากขึ้น  และประเทศไทยยังมีตำแหน่งที่ตั้งที่ได้เปรียบ สามารถเป็นศูนย์กลางของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้  การลงทุนในหุ้นต้องดูที่โครงสร้างของกิจการที่จะเข้าไปซื้อ ราคาเหมาะสม ก็ซื้อไปเลย ไม่ต้องกังวลว่าหุ้นในตลาดมันจะขึ้นหรือลง สักวันมันก็จะขึ้นเองตามผลประกอบการของกิจการนั้นๆ

ธัชวินท์  ทักษะศุภการ    5220224026

 


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: