มิตรผลยึดตลาดน้ำตาลเอเชีย

12 07 2011

นางสาวอรพรรณ  เศรษฐภักดี     รหัส 5220224169 Flexible18

Strategy: กลยุทธ์เชิงรุก โดยการขยายฐานการผลิต

Topic: มิตรผลยึดตลาดน้ำตาลเอเชีย

Strategy: กลยุทธ์เชิงรุก โดยการขยายฐานการผลิต

Industry: อุตสาหกรรมน้ำตาล

Competitors:

ประเด็นข่าว: กลุ่มมิตรผลเล็งใช้ออสเตรเลียเป็นฐานผลิตน้ำตาล ป้อนตลาดเอเชียคู่กับฐานผลิตในไทย รับความต้องการขาดแคลน 10 ล้านตันต่อปี เริ่มศึกษาต้นทุนผลิต จากประสบการณ์ที่เข้าไปซื้อหุ้นในโรงงานน้ำตาลก่อนหน้านี้ พร้อมลุยจีนตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นอีก 1 แห่ง จากค่า Adder ที่ให้สูงถึง 1.40 บาท จี้กระทรวงพลังงาน หากให้ชีวมวลในประเทศเกิดต้องเพิ่ม Adder จูงใจ 1 บาทต่อหน่วย 

Advantage: การลงทุนเปิดขยายกำลังการผลิตน้ำตาลในออสเตรเลียนั้น จะทำให้มิตรผลเป็นฐานการผลิตน้ำตาลป้อนให้กับภูมิภาคเอเชียที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งตอนนี้ยังขาดแคลนอยู่ประมาณ 10 ล้านตันต่อปีเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกอ้อยไม่สามารถเติบโตได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากประชากรที่อยู่ 3,000 ล้านคน ในขณะที่น้ำตาลที่ส่งมาจากอเมริกาใต้ จะมีต้นทุนที่แพงกว่าจากการค่าขนส่ง หากสามารถร่วมมือกับทางออสเตรเลียขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ จะเป็นประโยชน์ในการส่งน้ำตาลป้อนเอเชีย รวมถึงประเทศไทยได้ด้วย

Analysis:  เนื่องจากว่าฤดูการหีบอ้อยของประเทศไทยจะอยู่ช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน  ซึ่งผลิตส่งให้กับตลาดได้แค่ช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ฤดูการหีบอ้อยของออสเตรเลียจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน หากสามารถร่วมมือกับทางออสเตรเลียได้มากขึ้นจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วม ที่ช่วยให้ครึ่งปีแรก ภูมิภาคเอเชียสามารถใช้น้ำตาลจากประเทศไทย และครึ่งปีหลังใช้น้ำตาลจากออสเตรเลีย ทำให้สามารถส่งออกน้ำตาลป้อนได้ทั้งปี โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปสต๊อกไว้มากๆ

 

มิตรผลยึดตลาดน้ำตาลเอเชีย      
ลงทุน-อุตสาหกรรม ลงทุน-อุตสาหกรรม
โดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ   
วันพุธที่ 06 กรกฏาคม 2011 เวลา 10:49 น.
อิสระ ว่องกุศลกิจกลุ่มมิตรผลเล็งใช้ออสเตรเลียเป็นฐานผลิตน้ำตาล ป้อนตลาดเอเชียคู่กับฐานผลิตในไทย รับความต้องการขาดแคลน 10 ล้านตันต่อปี เริ่มศึกษาต้นทุนผลิต จากประสบการณ์ที่เข้าไปซื้อหุ้นในโรงงานน้ำตาลก่อนหน้านี้ พร้อมลุยจีนตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นอีก 1 แห่ง จากค่า Adder ที่ให้สูงถึง 1.40 บาท จี้กระทรวงพลังงาน หากให้ชีวมวลในประเทศเกิดต้องเพิ่ม Adder จูงใจ  1 บาทต่อหน่วย 
 นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่าถึงทิศทางการลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มมิตรผลว่า ขณะนี้มิตรผลอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้เข้าไปซื้อหุ้นในโรงงานน้ำตาลของบริษัท เมรีเบอโรว์ ชูการ์ แฟคตอรีฯ(เอ็มเอสเอฟ) รัฐควีนส์แลนด์ ของออสเตรเลีย ในสัดส่วน 19.99 % เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีกำลังการผลิตน้ำตาลในกลุ่มถึง 500,000 ตันต่อปี
 ทั้งนี้ทางมิตรผลตั้งเป้าหมายไว้ว่า หากสามารถขยายกำลังการผลิตน้ำตาลในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นได้จากสัดส่วนที่เข้าไปซื้อหุ้นก่อนนี้ จะทำให้เป็นฐานการผลิตน้ำตาลป้อนให้กับภูมิภาคเอเชีย ที่เวลานี้ยังมีการขาดแคลนอยู่ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกอ้อยไม่สามารถเติบโตได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากประชากรที่อยู่ 3,000 ล้านคน ในขณะที่น้ำตาลที่ส่งมาจากอเมริกาใต้ จะมีต้นทุนที่แพงกว่าจากการค่าขนส่ง หากสามารถร่วมมือกับทางออสเตรเลียขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ จะเป็นประโยชน์ในการส่งน้ำตาลป้อนเอเชีย รวมถึงประเทศไทยได้ด้วย
 “เวลานี้กำลังศึกษาในรายละเอียด เรื่องต้นทุนการผลิตอ้อย ต้นทุนการผลิตน้ำตาล เป็นอย่างไร หากขยายกำลังการผลิตแล้วจะทำได้ขนาดไหน ซึ่งฤดูการหีบอ้อยของออสเตรเลียจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน แต่ของไทยจะอยู่ช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน หากสามารถร่วมมือกับทางออสเตรเลียได้มากขึ้นจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วม ที่ช่วยให้ครึ่งปีแรก ภูมิภาคเอเชียสามารถใช้น้ำตาลจากประเทศไทย และครึ่งปีหลังใช้น้ำตาลจากออสเตรเลีย ทำให้สามารถส่งออกน้ำตาลป้อนได้ทั้งปี โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปสต๊อกไว้มากๆ เหมือนที่เป็นอยู่ ส่วนผลการศึกษาจะแล้วเสร็จเมื่อใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าศึกษาออกมาแล้วจะมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน”
 นายสุวัฒน์ กมลพนัส กรรมการผู้จัดการธุรกิจไฟฟ้า กลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยว่า ส่วนการลงทุนในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาลอยู่ 5 แห่ง ในมณฑลกวางสี กำลังการผลิตน้ำตาลรวมอยู่ 80,000 ตันอ้อยต่อวัน หีบอ้อยได้ปีละกว่า 10 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลทรายได้ 1.2 ล้านตันต่อปี โดยเมื่อช่วงต้นปีนี้ได้เปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากโรงงานน้ำตาลที่ฟูหนานขายไฟฟ้าไปแล้ว 30 เมกะวัตต์ เงินลงทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท ใช้ชานอ้อย 2.5 ล้านตัน โดยได้อัตราส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้าหรือ Adder อยู่ที่ 1.40 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 15 ปี ขณะที่ของไทยอยู่ที่  0.30 บาทต่อหน่วย มีระยะเวลา 7 ปีเท่านั้น
 ดังนั้น บริษัทจึงวางแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นอีก 1 แห่งที่เมืองหนิงหมิง ขนาดกำลังผลิต 15-20 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้อยู่ และความชัดเจนกรณีการส่งเสริมของรัฐบาลท้องถิ่นว่าจะให้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่หรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลกลางจะส่งเสริมให้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลเกิดขึ้นก็ตาม
 สำหรับการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในประเทศไทย จากปัจจุบันมีโรงน้ำตาลอยู่ 5 แห่ง ได้มีการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ไปแล้ว 104 เมกะวัตต์ โดยในช่วงสิ้นปีนี้ โรงไฟฟ้าชีวมวลที่ด่านช้าง ได้มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาอีก 32 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้า 25 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีอยู่ 65 เมกะวัตต์ ขาดไฟฟ้า 37 เมกะวัตต์  และโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กาฬสินธุ์ ขนาดกำลังผลิต 56 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้า 28 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้ทั้ง 2 โรงไฟฟ้าสามารถขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้อีก 53 เมกะวัตต์ จากเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 3,960 ล้านบาท ที่คำนวณจากการลงทุนผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 45 ล้านบาท
 นายสุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลตามแผนที่กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายไว้ 3,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2565 นั้น มองว่า หากค่า Adder ยังอยู่ในระดับ 0.30 บาทต่อหน่วย คงจะดำเนินการได้ยาก รายเล็กๆ หรือที่ไม่มีวัตถุดิบเชื้อเพลิงของตัวเองจะเกิดไม่ได้ เพราะไม่คุ้มทุนและมีความเสี่ยงในด้านการจัดหาเชื้อเพลิง ซึ่งภาครัฐควรจะปรับ Adder ขึ้นไปเป็น 1 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 5-10 ปี เพื่อให้เกิดการจูงใจ และหลังจากนั้นค่อยปรับลดลงมา เมื่อผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดได้แล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,650  7-9  กรกฎาคม พ.ศ. 2554

 


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: