พีทีทีซีเอชหารือพันธมิตรร่วมมือระดับอาเซียน

23 07 2011

หัวข้อข่าว          :  พีทีทีซีเอชหารือพันธมิตรร่วมมือระดับอาเซียน

 ประเด็นข่าว         :  “พีทีทีซีเอช” เตรียมหารือพันธมิตรรุกลงทุนต่างประเทศในอาเซียนในงาน “เอเอฟพีไอ” ตั้งฐานการผลิตปิโตรเคมี รวมถึงการหารือถึงสถานการณ์ของธุรกิจพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การจัดการและความต้องการ ที่จะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะจะมีการเจรจาถึงลู่ทางการทำธุรกิจอุตสาหกรรมพลาสติกร่วมกันด้วยในระดับอาเซียน

 Analysis             :  การรวมเป็นโอกาสที่ดีที่ PTHC จะหาพันธมิตรทางธุรกิจเนื่องจากการขยายการเติบโตต่อไปในอนาคต ด้วยการไปลงทุนที่ต่างประเทศนั้นจำเป็นต้องการพันธมิตรที่มีความชำนาญทางธุรกิจมาช่วยเหลือเพื่อเตรียมความพร้อมในทุกๆด้าน

 กลยุทธ์ที่ใช้        : Offensive Strategy  กล่าวคือใช้กลยุทธ์เชิงรุกในแง่ของการหาพันธมิตรมาช่วยให้การขยายธุรกิจเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 แหล่งที่มา             : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (ออนไลน์) ฉบับที่ 2,654  21-23  กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวที่ 1  พีทีทีซีเอชหารือพันธมิตรร่วมมือระดับอาเซียน

โดย      หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2011

 

“พีทีทีซีเอช” เตรียมหารือพันธมิตรรุกลงทุนต่างประเทศในอาเซียนในงาน “เอเอฟพีไอ” ตั้งฐานการผลิตปิโตรเคมีใหม่ รับเออีซีมีผลใช้ ยันเป็นทิศทางของบริษัทในการเติบโต หลังการใช้พลาสติกในไทยอิ่มตัวต้องส่งออกเป็นหลัก แถมศักยภาพในภูมิภาคนี้ยังมีความต้องการอีกมาก พร้อมผลักดันการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่อย่างให้คุ้มค่า จากการที่กันใช้ไม่เต็มที

 นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด(มหาชน)(บมจ.พีทีทีซีเอช) เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2554 นี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม The ASEAN Federation of  Plastic Industries (AFPI) ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยประเทศไทยมีกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เป็นตัวแทนในการเข้าร่วมประชุม

 สำหรับการจัดงานครั้งนี้ จะเป็นการหารือกันถึงสถานการณ์ของธุรกิจพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การจัดการและความต้องการ ที่จะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะจะมีการเจรจาถึงลู่ทางการทำธุรกิจอุตสาหกรรมพลาสติกร่วมกันด้วยในระดับอาเซียน ซึ่งในส่วนของบมจ.พีทีทีซีเอช มองว่า การประชุมครั้งนี้ น่าจะเป็นโอกาสที่ดี เพราะเป็นทิศทางของบริษัทอยู่แล้ว ในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันการผลิตเม็ดพลาสติกเกินความต้องการใช้ในประเทศไทย การขยายการเติบโตต่อไปในอนาคต จะต้องมองฐานการผลิตแห่งใหม่ ประกอบในปี 2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีจะมีผลด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ต้องเตรียมความพร้อมในการที่จะออกไปขยายงานต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วย และการจะออกไปทำธุรกิจจะต้องเป็นการร่วมกับพันธมิตรรายอื่นๆในอาเซียน

 เนื่องจากเวลานี้เองความต้องการใช้พลาสติกในกลุ่มอาเซียนมีการเติบโตค่อนข้างมาก โดยมีประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นประเทศที่ใช้พลาสติกต่อหัวค่อนข้างสูง ซึ่งเกินกว่าครึ่งของประชากรอาเซียน ดังนั้น ความต้องการใช้พลาสติกในภูมิภาคนี้ยังเติบโตอีกมาก

 นายวีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการจัดประชุมในระดับที่ใหญ่ขึ้นไประดับเอเชีย ภายใต้ Asia Plastics Forum หรือ APF ประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ โดยมีประเทศจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ศรีลังกา และบังกลาเทศ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นการหารือในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะร่วมมือกันว่าจะบริหารจัดการในอุตสาหกรรมนี้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ถึงแม้ว่าการใช้พลาสติกในปัจจุบัน จะเป็นการผลิตที่ใช้พลังงานต่ำก็ตาม แต่พลาสติกยังมีจุดอ่อนที่ยังไม่ได้ใช้ให้คุ้มมูลค่า การนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ ยังไม่ได้ดำเนินการเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากประเทศในกลุ่มเอเชียสามารถร่วมกันทำในส่วนนี้ได้ จะช่วยให้การใช้พลาสติกคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งในแต่ละประเทศจะนำประสบการณ์ของตัวเองมาร่วมหารือกัน เพื่อจะผลักดันให้เกิดการนำพลาสติกมาใช้ให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะเวลานี้ทางกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ของส.อ.ท.มีแผนที่จะจัดตั้งสถาบันพลาสติกขึ้นมา ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดกลยุทธ์และจัดเตรียมบุคลากร ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญผลักดันให้เกิดการนำพลาสติกกลับมารีไซเคิล และให้ใช้พลาสติกอย่างคุ้มค่ามากที่สุด

 ส่วนทิศทางการใช้พลาสติกต่อจากนี้ไปนั้น พลาสติกที่ทำจากวัตถุดิบจากธรรมชาติจะเข้ามาแทนที่พลาสติกที่ทำจากปิโตรเลียมเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด เพราะมีข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตและราคาที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไป ซึ่งเวลานี้หลายบริษัทได้ประกาศนโยบายที่จะพัฒนาพลาสติกชีวภาพขึ้นมาใช้แล้ว

 สำหรับกรณีปัญหามีการนำเข้าพลาสติกที่ไม่ได้คุณภาพเข้ามาประเทศไทยมากขึ้นนั้น ในส่วนนี้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) จะต้องมีการเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบ และผู้บริโภคควรจะดูว่าสินค้านั้นมีมาตรฐานรองรับหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ทางกลุ่มส.อ.ท.ได้มีการหารือกับทางภาครัฐแล้ว เพื่อเป็นการปกป้องผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การที่พลาสติกทะลักเข้ามาในประเทศมากขึ้นนั้น ทางกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกไม่กลัวการแข่งขัน แต่อยากจะให้คนไทยได้ใช้ของที่มีคุณภาพมีมาตรฐานรองรับ

Posted by น.ส. คนาวรรณ ทรงสกุลเกียรติ 5220224140

 


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: