ปตท. ปักธงลงทุนต่างแดน แสวงหาพลังงาน

26 08 2011

สรุปข่าว:  ปตท. กำหนดทิศทางจะเป็นบริษัทพลังงานข้ามชาติชั้นนำ ที่มีความเข้มแข็งและความยั่งยืน โดยวางเป้าหมายติดอันดับ 1 ใน 100 Fortune ภายใน 10 ปีข้างหน้า โดยแผนการดำเนินงานของปตท.จะเป็นการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจใหม่ จากเดิมเป็นบริษัทด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมัน และก๊าชธรรมชาติเป็นหลัก มาเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพลังงานที่หลากหลายและครบวงจร (Business Conglomerate) มากขึ้น โดยได้เน้นเข้าไปลงทุนธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งจะมีทั้งการลงทุนที่ผลิตเพื่อนำกลับมาเสริมสร้างความมั่นคงในประเทศ และการหาโอกาสในการลงทุนสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

วิเคราะห์ข่าว:  กลยุทธ์ที่ ปตท. ใช้คือ การเข้าซื้อกิจการ (Merge & Acquisition) แหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมในต่างแดนอย่างออสเตรเลีย เพื่อดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน และร่วมลงทุนกับบริษัทต่างชาติอย่างเยอรมนี เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปของโครงการสร้างเรือผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งแผนการดำเนินงานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับนโยบายของ บมจ. ปตท. ที่จะขยายธุรกิจไปยังธุรกิจอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในระยะยาว ด้วยการวางรากฐานที่มั่นคงของ ปตท. คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าไปอยู่ใน 1 ใน 100 อันดับของ Fortune อย่างที่วางเป้าหมายเอาไว้

กลยุทธ์ที่ใช้: Offensive Strategy

แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2011

เนื้อหาข่าว:  ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ที่กำหนดทิศทางไว้ว่าจะเป็นบริษัทพลังงานข้ามชาติชั้นนำ มีความเข้มแข็ง และมีความยั่งยืนอยู่ไปได้นาน โดยวางเป้าหมายที่จะติดอันดับ 1 ใน 100 ของการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ของนิตยสารฟอร์จูน ให้ได้ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 128 ซึ่งการจะดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.ได้สะท้อนให้เห็นว่า อาจจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3 ล้านล้านบาท หรือ ประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกว่า 50% จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนทั้งหมด บมจ.ปตท. จะมีรายได้ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท โดยจะเป็นการเพิ่มรายได้จากประมาณ 4 ล้านล้านบาท หากสามารถดำเนินงานงานตามแผนในช่วง 5 ปี(2555-2559)ประสบความสำเร็จ จากการลงทุนประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่เป็นงบการลงทุนของบมจ.ปตท.กว่า 3 แสนล้านบาท บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)(บมจ.ปตท.สผ.)กว่า 4 แสนล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันกว่า 2 แสนล้านบาท โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่กว่า 50 % จะถูกใช้ไปเพื่อการลงทุนในต่างประเทศ โดยเป็นในส่วนของบมจ.ปตท.สผ.ถึงกว่า 40 %

++รุกออสเตรเลียผลิตก๊าซ/น้ำมัน

ดังนั้น แผนการดำเนินงานของ บมจ.ปตท.จากนี้ไปจะเป็นการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจใหม่ จากเดิมเป็นบริษัทด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมัน และก๊าชธรรมชาติเป็นหลัก มาเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพลังงานที่หลากหลายและครบวงจร (Business Conglomerate) มากขึ้น โดยได้เน้นเข้าไปลงทุนธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งจะมีทั้งการลงทุนที่ผลิตเพื่อนำกลับมาเสริมสร้างความมั่นคงในประเทศ และการหาโอกาสในการลงทุนสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ออสเตรเลีย ถือเป็นประเทศหนึ่งที่กลุ่มบมจ.ปตท.ได้วางเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนในต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา บมจ.ปตท.สผ.ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Coogee Resources Limited. และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น บริษัท PTTEPAustralasia. เพื่อดำเนินการขุดเจาะน้ำมันในแหล่ง Jaribu ปริมาณการผลิต 2,700 บาร์เรลต่อวัน และแหล่ง Challis ปริมาณการผลิต 1,500 บาร์เรลต่อวัน และกำลังพัฒนาแหล่งมอนทารา ซึ่งจะเริ่มผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 40,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีหน้าเป็นต้นไป หลังจากแท่นผลิตได้เกิดอุบัติเหตุไฟฟ้าไหม้ช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ด้วยแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมของออสเตรเลียที่มีจำนวนมาก ทางบริษัท ปตท.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีบมจ.ปตท.ถือหุ้น 100 % ยังร่วมลงทุนกับบมจ.ปตท.สผ.และ SBM/Linde ประเทศเยอรมนีร่วมกันศึกษาความเป็นไปของโครงการสร้างเรือผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวหรือเอฟแอลเอ็นจี ที่จะผลิตแอลเอ็นจีจากปากหลุมก๊าซธรรมชาติจากแหล่งแคชแอนด์เมเปิ้ล ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขุดเจาะสำรวจปริมาณสำรองก๊าซ ที่จะทราบผลประมาณปลายปีหน้า หากมีปริมาณสำรองรองผลิตเชิงพาณิชย์มากพอ ก็จะเริ่มผลิตแอลเอ็นจีส่งกลับประเทศไทยได้ประมาณปี 2559 ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 90,000 ล้านบาท โดยจะทำให้ประเทศไทยสามารถจัดหาก๊าซแอลเอ็นจีได้ในราคาถูกกว่าราคาตลาดโลก และช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเพื่อใช้ป้อนผลิตไฟฟ้าในอนาคต จากปัจจุบันที่บมจ.ปตท.มีแผนการนำเข้าแอลเอ็นจี 5 ล้านตนต่อปี และในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 10 ล้านตันต่อปี

++มองโอกาสลงทุนในอีก19แปลง

ทั้งนี้ จากการเข้ามาลงทุนในออสเตรเลียดังกล่าว จะมีส่วนช่วยให้บมจ.ปตท.สผ.บรรลุเป้าหมายในการจัดหาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในปริมาณ 900,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2563 ได้ทางหนึ่ง หรือประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตเพียง 270,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ กลุ่มบมจ.ปตท.ยังมองหาโอกาสการลงทุนในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลีย มีการประกาศแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมมากถึง 19 แหล่งทั่วประเทศ โดยอยู่ในบริเวณตะวันออกและตะวันตกของประเทศ ซึ่งทางบมจ.ปตท.สผ.อยู่ระหว่างการมองหาโอกาสที่จะเข้าไปร่วมลงทุนผลิตก๊าซแอลเอ็นจีเช่นกัน

++ตั้งเป้าผลิตถ่านหิน70ล้านตัน

ส่วนการลงทุนในธุรกิจถ่านหินนั้น การที่กลุ่มบมจ.ปตท.เข้าไปดำเนินกิจการ เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายที่จะขยายธุรกิจไปยังธุรกิจอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของบมจ. ปตท. ในระยะยาว เนื่องจากมีปริมาณสำรองทั่วโลกกว่า 120 ปี ขณะที่น้ำมันมีปริมาณสำรองเหลือเพียง 40 ปี และก๊าชธรรมชาติเหลือเพียง 60 ปี และถ่านหินยังเป็นเชื้อเพลิงราคาถูกอีกด้วย ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้ทางหนึ่ง หากในอนาคตมีความต้องการ โดยที่ผ่านมากลุ่มบมจ.ปตท.ได้เข้าไปซื้อหุ้นในกิจการเหมืองถ่านหินของ บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ที่เป็นการลงทุนผ่านบริษัท  ปตท.เอเชียแปซิฟิค ไมนิ่งฯ (เอพีเอ็ม) ที่เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Straits Asia Resources (SAR) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ กับบริษัท ปตท.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่มีเหมืองถ่านหินอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย 2 แหล่ง ได้แก่แหล่ง Sebuku และแหล่ง Jembayan รวมกำลังการผลิตประมาณ 11 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ เอเอ็มพี ยังถือหุ้นอยู่ในสัมปทานแหล่งถ่านหินที่อยู่ในประเทศบรูไน 35 % และสามารถเพิ่มการถือหุ้นได้ถึง 70 % ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำข้อกฎหมายเกี่ยวกับการสัมปทาน ขณะที่แหล่งถ่านหินในเกาะมาดากัสการ์ ซึ่งถือหุ้นอยู่ 33.5 % และสามารถเพิ่มการหุ้นได้ 100 % โดยอยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณสำรองถ่านหินอยู่ มีกำลังการผลิตประมาณ 3-5 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะสามารถผลิตได้ใน 2-3 ปีข้างหน้า ส่วนที่มองโกเลีย ถือหุ้นอยู่ 13.1 % อยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณถ่านหินสำรองอยู่ ทั้งนี้ กลุ่มบมจ.ปตท.ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีกำลังการผลิตประมาณ 30-40 ล้านตัน ในปี 2558 และจะเพิ่มเป็น 70 ล้านตันต่อปี ในปี 2563 ซึ่งกำลังผลิตถ่านหินที่เพิ่มขึ้นนี้ จะมาจากการขยายเหมืองที่มีอยู่ และการขยายกิจการและขอสัมปทานใหม่ โดยได้ลงทุนผ่าน บริษัท เอพีเอ็มฯ เป็นหลัก ซึ่งการออกไปลงทุนต่างประเทศดังกล่าวนั้น บมจ.ปตท.ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะนำบริษัทต่างๆ เข้าระดมทุนในตลาดของประเทศนั้นๆ ที่เข้าไปลงทุนด้วย

++ไทยการลงทุนจำกัด

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) ว่าที่ซีอีโอ บมจ.ปตท.คนใหม่ ได้สะท้อนให้เห็นว่า การที่กลุ่มบมจ.ปตท.ต้องออกมาขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นนั้น เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจพลังงานในประเทศทำได้ลำบาก ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด ประกอบกับบมจ.ปตท.เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ได้ก้าวพ้นการลงทุนในประเทศไปแล้ว และการที่ไทยเป็นประเทศต้องนำเข้าพลังงานเป็นหลัก บมจ.ปตท.ในฐานะเป็นบริษัทพลังงานของประเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาพลังงานป้อนให้กับประเทศในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ดังนั้น การที่บมจ.ปตท.กำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการดำเนินงานไว้ ที่จะมุ่งลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การจะออกไปนั้นจะต้องวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้ผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ากับการลงทุนและตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้

 

วรรณธนี นวลมาก  5220224112


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: