โออิชิ ปรับใหญ่ลุยส่งออก ชูนวัตกรรมบุกอียู-อเมริกา

29 08 2011

Analysis

ในตลาดชาเขียว สามารถกล่าวได้ว่าโออิชิ เป็นแบรนด์ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับ1  ซึ่งนับแต่วันแรกที่มีการขายกิจการ ชาเขียวโออิชิก็ยังคงรักษาฐานะการเป็นเจ้าตลาดไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ประกอบกับการเป็นองค์กรที่มีความพร้อมมากขึ้น วันนี้จึงถึงเวลาที่ โออิชิ กรุ๊ป จะต้องปรับแผนสร้างจุดแข็ง เพื่อให้เกิดความแตกต่างเพื่อทิ้งห่างคู่แข่งให้ชัดเจนขึ้น

เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับตัวของโออิชิใน product life cycleแล้ว โออิชิน่าจะอยู่ในช่วงของ matualityแล้ว ดังนั้นผู้บริหารจึงควรที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นการคงไว้ซึ่ง market share ในตลาด ซึ่งยุทธศาสตร์ใหม่ๆที่โออิชิใช้ก็คือ การปรับโครงสร้างบริหาร เพื่อยกระดับสู่องค์กรระดับมืออาชีพ สร้างทีมนักบริหารรุ่นใหม่ กระจายอำนาจบริหาร คือการทำ Decentralization เพื่อให้เกิดการตัดสินใจบริหารงานได้อย่างรวดเร็ว และผู้บริหารระดับสูงก็จะมีเวลาที่จะโฟกัสที่กลยุทธ์ระดับองค์กรได้ และเกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  นอกจากนี้โออิชิยังพร้อมดันธุรกิจสู่อินเตอร์ฯเดินหน้าแผนส่งออก “โออิชิ” เปิดตลาดอียูไตรมาส 4 ปีนี้ หวังเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออก 30%

สำหรับเป้าหมายธุรกิจในประเทศ ยังคงทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์   เพื่อขยายฐานตลาดชาเขียวให้เติบโตต่อไป   นำเสนอเซ็กเมนท์ใหม่ๆ เจาะกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ เช่น การออกผลิตภัณฑ์ฟรุ๊ตโต๊ะ เพื่อขยายฐานผู้ดื่มอายุ 12 ปี และเครื่องดื่มชาคูลล์ซ่า สำหรับกลุ่มวัยรุ่น

 

Appendix

โออิชิ ปรับใหญ่ลุยส่งออก ชูนวัตกรรมบุกอียู-อเมริกา

 กว่า 6 ปีที่ธุรกิจชาเขียวแบรนด์เจ้าตลาด “โออิชิ” ถูกขายเปลี่ยนมือจากผู้บริหารเดิม “ตัน ภาสกรนที” มาอยู่ใต้ปีกบริหารของคอร์ปอเรทใหญ่อย่างเครือ ที.ซี.ซี. ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่รุกเข้าซื้อกิจการบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยใช้บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าถือหุ้นในสัดส่วนกว่า 89.26% มีศักดิ์ศรีเป็นเจ้าของในฐานะผู้ถือหุ้นกว่า 167.36 ล้านหุ้น ขณะที่ผู้ก่อตั้งเดิมยังคงรักษาสัดส่วนหุ้นเดิมไว้ที่ 3.50% หรือกว่า 6,562 ล้านหุ้น

นับจากวันแรกที่ขายกิจการเดินหน้ามาถึงปัจจุบัน ชาเขียวโออิชิ ยังคงรักษาฐานะการเป็นเจ้าตลาดไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ประกอบกับการเป็นองค์กรที่มีความพร้อมมากขึ้น วันนี้จึงถึงเวลาที่ โออิชิ กรุ๊ป จะต้องปรับแผนสร้างจุดแข็ง ความแตกต่างเพื่อทิ้งห่างคู่แข่งให้ชัดเจนขึ้น

ยุทธศาสตร์ใหม่ของโออิชิ ในปี 2554 จะเป็นปีแห่งการปรับใหญ่ ทั้งปรับโครงสร้างบริหาร เพื่อยกระดับสู่องค์กรระดับมืออาชีพ สร้างทีมนักบริหารรุ่นใหม่ กระจายอำนาจบริหาร พร้อมดันธุรกิจสู่อินเตอร์ฯเดินหน้าแผนส่งออก “โออิชิ” เปิดตลาดอียูไตรมาส 4 ปีนี้ หวังเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออก 30%

นายแมทธิว กิจโอธาน กรรมการผู้จัดการ โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ท่ามกลางการแข่งขันตลาดชาเขียวที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ โออิชิ ในฐานะเจ้าตลาดไม่ได้หยุดนิ่ง มีการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาด ขณะเดียวกัน ปีนี้ยังจะมีก้าวสำคัญในการปรับยุทธ์ศาสตร์ การบริหารจัดการองค์กรภายในของโออิชิครั้งใหญ่ ซึ่งเพิ่งดำเนินการเสร็จเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2554 และเตรียมประกาศโครงสร้างใหม่ในเร็วๆ นี้

          แผนยกระดับองค์กรครั้งนี้ ถือเป็นการพลิกโฉมการบริหารจัดการภายใน ของโออิชิกรุ๊ป ซึ่งเคยเป็นองค์กรระดับ “เถ้าแก่” มาก่อน ไปสู่องค์กรสายพันธุ์ใหม่ที่มีความเป็นมืออาชีพ ระดับสากล ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน วิธีคิดเชิงกลยุทธ์ เปิดกว้างและการมีส่วนร่วมทางความคิด กระจายอำนาจการบริหาร สู่การทำงานแบบมืออาชีพ ก้าวสู่การเป็น Professional Corporate ซึ่งพร้อมที่จะเปิดปฏิบัติการเชิงรุก ตามแผนขยายธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ ไปตามเป้าหมายสร้างแบรนด์โออิชิ ในตลาดโลก ซึ่งล่าสุดพร้อมเปิดตลาดในไปกลุ่มประเทศอียู ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ ตามด้วยการเปิดตลาดในสหรัฐอเมริกา ผ่านเครือข่ายธุรกิจไทยเบฟเวอเรจ อินเตอร์ ที่มีเครือข่ายสาขาทั่วโลก

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ ประกอบด้วย การปรับสายการบริหาร โดยปัจจุบันแบ่งสายธุรกิจเป็น 2 สายหลัก คือ อาหารและเครื่องดื่ม แต่ละสายจะมีผู้บริหารผู้บริหารระดับต้นกลางและสูง ซึ่งแต่ละระดับจะมีอำนาจในการบริหารของแต่ละระดับขั้น และยังมีอำนาจในการอนุมัติและตัดสินใจ โดยขณะนี้ บริษัทได้ปรับตำแหน่งผู้บริหาร การสร้างทีมงานด้วยกลุ่มคนทำงานสายพันธุ์ใหม่ ตามลำดับขั้น ตั้งแต่ระดับเล็ก กลาง และใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่บริหารแบรนด์ รวมถึงการเพิ่มทีมบริหารในสายการตลาด การเพิ่มบุคลากรในฝ่ายพัฒนาและวิจัยใหม่ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบริหารงานบุคคล

วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการแต่ละระดับแล้ว ยังเป็นการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับองค์กรที่กำลังเติบโตอย่างโออิชิ ซึ่งขณะนี้ มีรายได้จากธุรกิจทั้งกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปีละกว่า 10,000 ล้านบาท ยังคงมีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 “เราวางกลยุทธ์ให้เป็นองค์กรสายพันธุ์ใหม่ เราต้องการให้โออิชิ เป็นองค์กรที่คนอยากทำงาน เป็นองค์กรที่สร้างความมั่นคง และวางอนาคตที่ดีให้กับพนักงาน” นายแมทธิวกล่าว สโลแกนที่ โออิชิกรุ๊ป จะนำมาใช้นับตั้งแต่ปีนี้ เป็นต้นไป คือ “SUKOI” (สุ-โก้ย มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่า สุดยอด) ซึ่งมีที่มาจากตัวอักษรย่อที่ประกอบด้วย S-Speed ความรวดเร็ว U-United การเป็นทีมเวิร์คทำงานเป็นทีม, K-Knowladge ความรู้คือรู้จักสินค้า ผู้บริโภคและลูกค้า O-Openess ความโปร่งใส และมีจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ และ I-Involement การมีส่วนร่วม

นายแมทธิว กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องดื่มและตลาดชาเขียวเป็นตลาดที่ยังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการแข่งขันสูง แต่ภายใต้แนวคิดและการวางกลยุทธ์ใหม่ของโออิชิ เชื่อว่าตลาดชาเขียวทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ยังมีอนาคตที่ดี ซึ่งโครงสร้างการบริหารจัดการใหม่ จะส่งผลให้เป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออกจาก 10% หรือราว 100 ล้านบาท เพิ่มเป็น 30% ได้เร็วขึ้น

จากแผนการปรับโครงสร้างของโออิชิ ที่ควบคู่ไปกับการลงทุนครั้งสำคัญด้านเครื่องจักร ที่เตรียมผลิตชาเขียวโดยใช้เทคโนโลยีใหม่จากญี่ปุ่น ลงทุนกว่า 1,400 ล้านบาท ในระบบบรรจุขวดแบบเย็น รักษาฐานผู้นำซึ่งปัจจุบัน โออิชิ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มชาเขียวอันดับหนึ่งในตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาด 65% ของมูลค่าตลาด 8,000 ล้านบาท “บริษัทยังได้เตรียมความพร้อมสำหรับการรุกตลาดต่างประเทศ หลังจากจดลิขสิทธิ์แบรนด์ “โออิชิ” ในหลายประเทศ และเริ่มทดลองเปิดตลาดในภูมิภาคอาเซียน มีรายได้ปีละ 100 ล้านบาท

ในไตรมาส 4 ปีนี้ โออิชิ จะเปิดตลาดในฝั่งยุโรปและอเมริกา โดยจะเริ่มจากอังกฤษ ตามด้วยสหรัฐ อเมริกา ซึ่งเชื่อว่าโออิชิจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภค โดยใช้เครือข่ายไทยเบฟอินเตอร์ ที่มีสาขาในหลายประเทศทั่วโลกทำหน้าที่ในการสร้างตลาด” สำหรับเป้าหมายธุรกิจในประเทศ ยังคงทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การปรับกลยุทธ์การตลาด สร้างความแตกต่าง เพื่อขยายฐานตลาดชาเขียวให้เติบโตต่อไป ภายใต้แนวคิด นวัตกรรม ชาเขียวคือการนำเสนอเซ็กเมนท์ใหม่ๆ เจาะกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ

 “วิธีการของเรา คือ เรามองนวัตกรรมข้ามฝั่งเพื่อขับเคลื่อนตลาด” เริ่มจากการออกผลิตภัณฑ์ฟรุ๊ตโตะ เพื่อขยายฐานผู้ดื่มกลุ่มอายุ 12 ปี และเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาได้พัฒนานวัตกรรมข้ามฟาก ขยายฐานผู้ดื่มในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม มูลค่า 36,000 ล้านบาท ออกสินค้าแบรนด์ ชาคูลล์ซ่า เครื่องดื่มชาเขียวใส่โซดา ซึ่งได้การตอบรับดีมากสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดน้ำอัดลม เราตั้งเป้ามีส่วนแบ่งตลาด 10% ของตลาดน้ำอัดลม ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าจะมีรายได้เพิ่ม 3,500 ล้านบาท

นี่คือ วิธีการขยายฐานผู้ดื่มและขยายฐานธุรกิจเครื่องดื่มในเชิงนวัตกรรมของโออิชิ” นายแมทธิว กล่าวและว่า ในเร็วๆ นี้ บริษัทจะมีการประกาศโครงสร้างใหม่ วิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจและแผนธุรกิจ พร้อมเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ และบรรจุภัณฑ์จากเทคโนโลยีใหม่ด้วย

 

Source : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 17 สิงหาคม 2554

ข่าวเกี่ยวกับ : Offensive Strategy

นส. นาทฤดี  จงสมัคร   5220224127


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: