เป้า 5 ปี ‘ฟรายเดย์’จะเป็นห้างบนแค็ตตาล็อก

14 09 2011

Industry: ธุรกิจอุตสาหกรรมค้าปลีกขายตรง

 

Strategy: กลยุทธ์เชิงรุกสร้างช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า

 

Competitor : Amway, Insurance ,กิฟเฟอรีน, คัง เซน เคนโก๊ะ

 

ประเด็นข่าว  : บริษัทได้วางเป้าหมายอนาคตข้างหน้าในช่วง 3-5 ปี สินค้าภายใต้แบรนด์มิสทินจะต้องมียอดขายเพิ่มขึ้น 50% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นเป็น 12,000-13,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขายประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสินค้าฝากขายภายใต้การบริหารงานของฟรายเดย์แคตตาล็อค ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมียอดขายคิดเป็น 40% ของยอดขายรวม จากเดิมที่ทางบริษัทได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะคงสัดส่วนของยอดขายในสินค้ากลุ่มดังกล่าวไว้แค่ 30% ของยอดขายรวม หรือจะมีรายได้คิดเป็น 10,000 ล้านบาท

Advantage: ขณะที่การบริหารภายใต้กลุ่มฟรายเดย์ แคตตาล็อคนั้น บริษัทได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารงาน จากเดิมที่ฟรายเดย์แคตตาล็อคจะเป็นกลุ่มสินค้าฝากขายจากผู้ประกอบการ เปลี่ยนเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อผลิตและพัฒนาสินค้าที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อจำหน่ายผ่านฟรายเดย์ แคตตาล็อค โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ฟรายเดย์ แคตตาล็อค เป็นห้างสรรพสินค้าบนแคตตาล็อกที่ใหญ่ที่สุด และเป็นการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป้าหมายหลักที่เป็นตลาดแมส

Analysis: การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั้งทางการค้าและความสัมพันธ์กับพันธมิตร Supplier เป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร โดยเฉพาะงบประมาณการตลาดจะน้อยลง เพราะเป็นธุรกิจขายทาง Catalog จึงทำให้การสร้างกลไกแรงกระตุ้นทางการขายโดยตรงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อสอดคล้องเป้าหมายของธุรกิจในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

Rating:   P1 = positive


เป้า5ปี’ฟรายเดย์’จะเป็นห้างบนแค็ตตาล็อก

จากนโยบายการบริหารงานของบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือที่รู้จักในนามของสินค้าภายใต้แบรนด์”มิสทิน” ที่ได้มีแผนต้องการสร้างเครือข่ายการตลาดที่ครบวงจร หรือ Network Marketing ที่ไม่ใช่เป็นแค่ธุรกิจเครื่องสำอางเพียงอย่างเดียว ซึ่งล่าสุดได้สร้างความชัดเจนของแผนการแยกการบริหารงานด้านการตลาดของแบรนด์ต่างๆ ภายใต้เบทเตอร์เวย์ที่มีอยู่ทั้งหมด 3 แบรนด์ ประกอบด้วยมิสทิน ฟรายเดย์แคตตาล็อค และฟาริส บาย นาริส ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งนายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการบริหารงานในอีก 5 ปีข้างหน้า
+++ความชัดเจนของแบรนด์สินค้า
บริษัทได้วางเป้าหมายอนาคตข้างหน้าในช่วง 3-5 ปี สินค้าภายใต้แบรนด์มิสทินจะต้องมียอดขายเพิ่มขึ้น 50% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นเป็น 12,000-13,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขายประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสินค้าฝากขายภายใต้การบริหารงานของฟรายเดย์แคตตาล็อค ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมียอดขายคิดเป็น 40% ของยอดขายรวม จากเดิมที่ทางบริษัทได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะคงสัดส่วนของยอดขายในสินค้ากลุ่มดังกล่าวไว้แค่ 30% ของยอดขายรวม หรือจะมีรายได้คิดเป็น 10,000 ล้านบาท
ดังนั้นเพื่อเป็นการรองรับการเติบโตดังกล่าว และรองรับการเปิดการค้าเสรีอาฟต้าและกลุ่มประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี บริษัทจะสร้างความแข็งแรงของธุรกิจด้วยการร่วมหาพันธมิตรในการพัฒนาสินค้า ที่ล่าสุดได้มีความร่วมมือกับทางผู้ประกอบการจากเกาหลีและญี่ปุ่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์มิสทิน และฟาริส บาย นาริส รวมทั้งมีแผนการเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในตลาดต่างประเทศ หลังจากที่ผ่านมาได้เข้าไปตั้งโรงงานที่ประเทศพม่าไปแล้วเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 2 ปีก่อนได้ทำการสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้าที่ประเทศกัมพูชา และล่าสุดอยู่ในระหว่างการศึกษาการตั้งโรงงานเพื่อผลิตสินค้ากลุ่มแป้งหอมที่ประเทศเวียดนาม และมีแผนการขยายไลน์ผลิตกลุ่มเครื่องสำอางในอนาคตด้วย ใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 10 ล้านบาท
ดนัย ดีโรจนวงศ์ ล่าสุดได้มีการร่วมมือกับ 7 พันธมิตรธุรกิจในการผลิตและพัฒนาสินค้าใน 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์เฮลธ์แคร์ ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การดูแลสุขภาพ 2.สินค้าในกลุ่มการศึกษา 3.สินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง และ 4. กลุ่มไลฟ์สไตล์ ในกลุ่มของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน และล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับบริษัท คิวรอน จำกัด ผลิตเครื่องหนีบผมรุ่นพิเศษ วันเดอร์ ชิค บาย เลอซาซ่า เพื่อจำหน่ายในฟรายเดย์แคตตาล็อค ซึ่งถือเป็นการขยายไลน์สินค้าจากเดิมที่สินค้าในฟรายเดย์ แคตตาล็อคจะเป็นกลุ่มของใช้ภายในครัวเรือนเป็นหลัก
สำหรับแบรนด์ฟาริส บาย นาริส นั้น ในปี 2555 บริษัทจะมีการแยกการบริหารงานของแบรนด์ดังกล่าวออกจากแบรนด์มิสทินอย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันมีการบริหารงานร่วมกัน ทั้งในแง่ของสมาชิก การบริการรับส่งสินค้าและบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความชัดเจนของสินค้า เพื่อเจาะตลาดในกลุ่มระดับบนมากขึ้น
++++ภาพรวม3ไตรมาสแรก
ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 บริษัทมียอดขายเติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 11% จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้แค่ 7% โดยสินค้าในกลุ่มฟรายเดย์ แคตตาล็อคมีการเติบโตมากที่สุดถึง 20% ขณะที่แบรนด์มิสทินมีการเติบโตราว 9% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และมีแคมเปญแจกทองเพื่อกระตุ้นสมาชิก แม้ว่าในช่วงไตรมาส 3 ยอดขายจะลดลงกว่าช่วงปกติ เนื่องจากคนไม่มั่นใจในเรื่องความชัดเจนของสถานการณ์ด้านการเมือง ทำให้ไม่กล้าใช้เงิน ดังนั้นทั้งปีคาดว่าจะมียอดขายเติบโตจากปีก่อนประมาณ 11% มากกว่าเป้าที่วางไว้ 7% หรือคิดเป็นยอดรายได้รวมประมาณ 12,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขายกว่า 10,000 ล้านบาท โดยที่ปีนี้ได้วางงบการรุกตลาดไว้ที่ 5% ของยอดขายรวม
++++การขยายตลาดส่งออก
ภาพรวมของการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศมีการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาใต้ ทั้งกานา คองโกมีการเติบโตกว่า 200% ซึ่งเป็นการเติบโตในกลุ่มของแป้งหอม และในอนาคตคาดว่าสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางจะมีการเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตหากว่ามีการเปิดเสรีอาเซียน การขยายตลาดจะสามารถทำได้มากขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตของตลาดต่างประเทศไว้ที่ 20% ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 2-3% ของยอดขายรวม และการเติบโตที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการที่บริษัทได้เร่งขยายตลาดในตะวันออกกลาง อิหร่านและแอฟริกาใต้
ขณะที่ปัจจุบันยอดขายจากต่างประเทศนั้น 60% มาจากประเทศพม่า 40% เป็นกลุ่มแอฟริกาใต้และประเทศอื่นๆ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,669 11-14 กันยายน พ.ศ. 2554


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: