เป้า 5 ปี ‘ฟรายเดย์’ จะเป็นห้างบนแค็ตตาล็อก

14 09 2011

วิเคราะห์ข่าว:

            จากนโยบายการบริหารงานของบริษัท เบทเตอร์เวย์ หรือที่รู้จักกันในแบรนด์มิสทีน ที่ต้องการสร้างเครือข่ายการตลาดแบบครบวงจร หรือ Network marketing ที่ไม่ใช่แค่ธุรกิจเครื่องสำอาง โดยการแยกการบริหารงานด้านการตลาดอย่างชัดเจนสำหรับ sub-brand ที่มีอยู่ ซึ่งมองว่าจะทำให้ผู้จัดการของแต่ละแบรนด์สามารถพัฒนาสินค้าและปรับกลยุทธ์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เบทเตอร์เวย์ ยังพร้อมที่จะรองรับการเปิดตลาดการค้าเสรี AFTA และ AEC โดยใช้กลยุทธ์ Win w/o War โดยการร่วมกับพันธมิตรอย่างเกาหลีและญี่ปุ่น ได้ร่วมกันพัฒนาและผลิตสินค้าที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อจำหน่ายผ่านฟรายเดย์แคตตาล็อค โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ฟรายเดย์ แคตตาล็อค เป็นห้างสรรพสินค้าบนแคตตาล็อกที่ใหญ่ที่สุด และเป็นการเพิ่มควาหลากหลายของสินค้าให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป้าหมายหลักที่เป็นตลาดแมส และใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เบทเตอร์เวย์ เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งตลาดภายในและนอกประเทศ

กลยุทธ์ที่ใช้:  Win w/o War Strategy

แหล่งข่าว: เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ วันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2554

เนื้อหาข่าว:

                จากนโยบายการบริหารงานของบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือที่รู้จักในนามของสินค้าภายใต้แบรนด์”มิสทิน” ที่ได้มีแผนต้องการสร้างเครือข่ายการตลาดที่ครบวงจร หรือ Network Marketing ที่ไม่ใช่เป็นแค่ธุรกิจเครื่องสำอางเพียงอย่างเดียว ซึ่งล่าสุดได้สร้างความชัดเจนของแผนการแยกการบริหารงานด้านการตลาดของแบรนด์ต่างๆ ภายใต้เบทเตอร์เวย์ที่มีอยู่ทั้งหมด 3 แบรนด์ ประกอบด้วยมิสทิน ฟรายเดย์แคตตาล็อค และฟาริส บาย นาริส ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งนายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการบริหารงานในอีก 5 ปีข้างหน้า

+++ความชัดเจนของแบรนด์สินค้า

                บริษัทได้วางเป้าหมายอนาคตข้างหน้าในช่วง 3-5 ปี สินค้าภายใต้แบรนด์มิสทินจะต้องมียอดขายเพิ่มขึ้น 50% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นเป็น 12,000-13,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขายประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสินค้าฝากขายภายใต้การบริหารงานของฟรายเดย์แคตตาล็อค ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมียอดขายคิดเป็น 40% ของยอดขายรวม จากเดิมที่ทางบริษัทได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะคงสัดส่วนของยอดขายในสินค้ากลุ่มดังกล่าวไว้แค่ 30% ของยอดขายรวม หรือจะมีรายได้คิดเป็น 10,000 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อเป็นการรองรับการเติบโตดังกล่าว และรองรับการเปิดการค้าเสรีอาฟต้าและกลุ่มประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี บริษัทจะสร้างความแข็งแรงของธุรกิจด้วยการร่วมหาพันธมิตรในการพัฒนาสินค้า ที่ล่าสุดได้มีความร่วมมือกับทางผู้ประกอบการจากเกาหลีและญี่ปุ่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์มิสทิน และฟาริส บาย นาริส รวมทั้งมีแผนการเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในตลาดต่างประเทศ หลังจากที่ผ่านมาได้เข้าไปตั้งโรงงานที่ประเทศพม่าไปแล้วเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 2 ปีก่อนได้ทำการสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้าที่ประเทศกัมพูชา และล่าสุดอยู่ในระหว่างการศึกษาการตั้งโรงงานเพื่อผลิตสินค้ากลุ่มแป้งหอมที่ประเทศเวียดนาม และมีแผนการขยายไลน์ผลิตกลุ่มเครื่องสำอางในอนาคตด้วย ใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 10 ล้านบาท ขณะที่การบริหารภายใต้กลุ่มฟรายเดย์ แคตตาล็อคนั้น บริษัทได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารงาน จากเดิมที่ ฟรายเดย์แคตตาล็อคจะเป็นกลุ่มสินค้าฝากขายจากผู้ประกอบการ เปลี่ยนเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อผลิตและพัฒนาสินค้าที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อจำหน่ายผ่านฟรายเดย์ แคตตาล็อค โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ฟรายเดย์ แคตตาล็อค เป็นห้างสรรพสินค้าบนแคตตาล็อกที่ใหญ่ที่สุด และเป็นการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป้าหมายหลักที่เป็นตลาดแมส ล่าสุดได้มีการร่วมมือกับ 7 พันธมิตรธุรกิจในการผลิตและพัฒนาสินค้าใน 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์เฮลธ์แคร์ ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การดูแลสุขภาพ

2. สินค้าในกลุ่มการศึกษา

3.สินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง

4. กลุ่มไลฟ์สไตล์ ในกลุ่มของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน

                ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับบริษัท คิวรอน จำกัด ผลิตเครื่องหนีบผมรุ่นพิเศษ วันเดอร์ ชิค บาย เลอซาซ่า เพื่อจำหน่ายในฟรายเดย์แคตตาล็อค ซึ่งถือเป็นการขยายไลน์สินค้าจากเดิมที่สินค้าในฟรายเดย์ แคตตาล็อคจะเป็นกลุ่มของใช้ภายในครัวเรือนเป็นหลัก สำหรับแบรนด์ฟาริส บาย นาริส นั้น ในปี 2555 บริษัทจะมีการแยกการบริหารงานของแบรนด์ดังกล่าวออกจากแบรนด์มิสทินอย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันมีการบริหารงานร่วมกัน ทั้งในแง่ของสมาชิก การบริการรับส่งสินค้าและบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความชัดเจนของสินค้า เพื่อเจาะตลาดในกลุ่มระดับบนมากขึ้น

++++ภาพรวม3ไตรมาสแรก

                ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 บริษัทมียอดขายเติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 11% จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้แค่ 7% โดยสินค้าในกลุ่มฟรายเดย์แคตตาล็อคมีการเติบโตมากที่สุดถึง 20% ขณะที่แบรนด์   มิสทินมีการเติบโตราว 9% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และมีแคมเปญแจกทองเพื่อกระตุ้นสมาชิก แม้ว่าในช่วงไตรมาส 3 ยอดขายจะลดลงกว่าช่วงปกติ เนื่องจากคนไม่มั่นใจในเรื่องความชัดเจนของสถานการณ์ด้านการเมือง ทำให้ไม่กล้าใช้เงิน ดังนั้นทั้งปีคาดว่าจะมียอดขายเติบโตจากปีก่อนประมาณ 11% มากกว่าเป้าที่วางไว้ 7% หรือคิดเป็นยอดรายได้รวมประมาณ 12,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขายกว่า 10,000 ล้านบาท โดยที่ปีนี้ได้วางงบการรุกตลาดไว้ที่ 5% ของยอดขายรวม

++++การขยายตลาดส่งออก

                ภาพรวมของการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศมีการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาใต้ ทั้งกานา คองโกมีการเติบโตกว่า 200% ซึ่งเป็นการเติบโตในกลุ่มของแป้งหอม และในอนาคตคาดว่าสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางจะมีการเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตหากว่ามีการเปิดเสรีอาเซียน การขยายตลาดจะสามารถทำได้มากขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตของตลาดต่างประเทศไว้ที่ 20% ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 2-3% ของยอดขายรวม และการเติบโตที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการที่บริษัทได้เร่งขยายตลาดในตะวันออกกลาง อิหร่านและแอฟริกาใต้ ขณะที่ปัจจุบันยอดขายจากต่างประเทศนั้น 60% มาจากประเทศพม่า 40% เป็นกลุ่มแอฟริกาใต้และประเทศอื่นๆ

 

วรรณธนี นวลมาก 5220224112


Actions

Information

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s




%d bloggers like this: